เผือกร้อน ดอกเบี้ยขาขึ้น กังขาถ่วงเงินเฟ้อหรือถ่วงธุรกิจ

12.09.22 | 09:17 น.
เผือกร้อน ดอกเบี้ยขาขึ้น กังขาถ่วงเงินเฟ้อหรือถ่วงธุรกิจ เมื่อสถานการณ์

เผือกร้อน ดอกเบี้ยขาขึ้น กังขาถ่วงเงินเฟ้อหรือถ่วงธุรกิจ

เมื่อสถานการ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลก คลี่คลายมากขึ้น หลายประเทศกำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติเกือบ 100% รวมถึงเปิดทางให้เศรษฐกิจค่อยๆ เติบโต แต่ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังกดดันต่อเศรษฐกิจทั่วโลก เพราะราคาพลังงานปรับตัวขึ้นขีดสุดและรัสเซียเป็นแหล่งส่งออกน้ำมันรายใหญ่ เมื่อต้นทุนด้านพลังงานที่หลายๆ ประเทศต้องนำเข้ามีราคาสูงขึ้นเท่าตัวก็ทำให้ราคาสินค้าถูกสูบฉีดให้แพงตาม และเป็นที่มาของภัยแฝง “เงินเฟ้อ”

แม้กระทั่งประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ต้องเผชิญกับเงินเฟ้อสูงถึง 9% ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายรุนแรงจากที่คาดการณ์ว่าในการประชุมเดือนกันยายนนี้ จะขึ้นอีก 0.75% สู่ระดับ 3.00-3.25% ยิ่งเป็นแรงกระเพื่อมให้นานาประเทศต้องเร่งปรับดอกเบี้ยตาม เพื่อรักษาส่วนต่างดอกเบี้ยไม่ให้ห่างจนกระทบต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน ค่าเงิน และคงเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศเอาไว้เพื่อหนีตายให้ได้ในสถานการณ์นี้

⦁ธุรกิจผวาดอกเบี้ยขาขึ้น

อย่างไรก็ตาม การปรับดอกเบี้ยครั้งละ 0.75% ของเฟดติดต่อกันเป็นแรงกดดันให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องคิดหนัก ท่ามกลางเศรษฐกิจภายในประเทศไม่สู้ดี ขณะที่ตัวการสำคัญอย่างเงินเฟ้อกดดันให้ราคาสินค้าแพง จนก้าวสู่ยุคที่เรียกว่า อะไรๆ ก็ขึ้น อะไรๆ ก็แพง เพราะประชาชนเผชิญกับภาวะค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวัน ด้วยเงินเฟ้อเริ่มส่งสัญญาณยืนระดับ 7% ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ด้วยเหตุนี้ แบงก์ชาติจึงต้องหยุดคาดการณ์เงินเฟ้อที่จะพุ่งขึ้นและคงเสถียรภาพทางการเงินประเทศ ด้วยการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับจาก 0.50% สู่ระดับ 0.75% หลังประวิงเวลามานาน เพราะต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

แต่การปรับดอกเบี้ย ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ภาคธุรกิจกังวล สะท้อนจากผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกประจำเดือนสิงหาคม 2565 ของสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ ธปท. สะท้อนผู้ประกอบการส่วนใหญ่ กังวลสูงสุดในเรื่องเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ที่จะเร่งต้นทุนผู้ประกอบการและอาจต้องส่งผ่านราคาไปสู่สินค้าได้ ขณะเดียวกันการใช้จ่ายผู้บริโภคแผ่วจากราคาสินค้าแพงยังเป็นตัวหล่อเลี้ยงให้ค่าครองชีพโต ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนบวมเป่ง สุดท้ายปัญหาวกกลับมาที่เงินเฟ้ออยู่ในเศรษฐกิจลุ่มๆ ดอนๆ ดังนั้น ต้องขีดเส้นใต้ว่าโจทย์การขึ้นดอกเบี้ยยังเป็นคำถามที่รอคอยคำตอบว่าการใช้เครื่องมือดังกล่าวจะเข้ามาหยุดเงินเฟ้อ หรือหยุดเศรษฐกิจ หรือจะเข้ามาช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปในทิศทางใดก็ยังต้องช่วยกันลุ้น

Advertisement

อีกทั้งในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่มีตัวแทนจากหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย หยิบยกเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยขึ้นหารือบนโต๊ะ และประสานเสียงคัดค้านนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้น อ้างเหตุจะกลายเป็นชนวนให้ธุรกิจและเศรษฐกิจในระยะต่อไปฟื้นตัวช้าไปอีก 1-2 ปี ถึงตอนนี้ภาคเอกชนกังขาว่าขึ้นดอกเบี้ยช่วยต้นทุนธุรกิจ หรือถ่วงธุรกิจกันแน่

⦁แนะดอกเบี้ยต้องสมดุลเงินเฟ้อ

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ระบุเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของไทยว่า การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าขึ้นดอกเบี้ยช้าไปและไม่สามารถคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบได้และระยะถัดไปต้องขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงจะสร้างภาระทั้งกับภาคธุรกิจ ประชาชน และรัฐ เพราะคุมเงินเฟ้อไม่อยู่ เนื่องจากในอดีตเคยมีกรณีที่แบงก์ชาติตามเงินเฟ้อไม่ทันและไปขึ้นดอกเบี้ยสูงกว่าภายหลัง ทั้งๆ ที่ควรตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ผลคือกระทบรุนแรงและต้องแก้ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยให้สูงกว่าเงินเฟ้อ ย้อนดูปัจจุบันดอกเบี้ยอยู่ระดับ 0.75% เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ 7.86% คาดว่าดอกเบี้ยต่ำไม่สามารถดึงเงินเฟ้อชะลอลงได้ อย่างไรก็ตาม จากที่แบงก์ชาติคาดว่าเงินเฟ้อจะเข้ากรอบคาดการณ์ในปี 2566 จึงทำนโยบายการเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ความกังวลยังคงมีถ้าสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้อาจเกิดปัญหาในอนาคต ซึ่งปัญหาเกิดจากแบงก์ชาติทำนโยบายช้าเกินไป

⦁หอค้าชี้ขึ้นดอกเบี้ยศก.ไม่ซึม

ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า ดอกเบี้ยถูกปรับขึ้นช่วงปลายปีนี้ ถ้ามีการปรับอีกครั้งในเดือนกันยายน โดยจะวัดผลช่วง 3 เดือนสุดท้าย ซึ่งการปรับดอกเบี้ยครั้งละ 0.25% เศรษฐกิจมีโอกาสชะลอตัวลงและมีการดึงเงินออกจากระบบการจับจ่ายของประเทศในช่วงเวลา 1 ปี ประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาท ดังนั้น จากการขึ้นดอกเบี้ยที่ 0.25% และถ้าขึ้นอีกที่ระดับ 0.25% ดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้น 0.50% จะดึงเงินออกจากระบบเพียง 1 ไตรมาส เพราะขึ้นดอกเบี้ยช่วงปลายปี ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับโครงการคนละครึ่งเฟส 5 มีคนลงทะเบียน 20 กว่าล้านคนรัฐลงทุนประมาณ 1.5-2 หมื่นล้านบาท เม็ดเงินสะพัด 3-4 หมื่นล้านบาท ดังนั้น เงินที่ดึงออกและเงินที่ถูกเติมเข้าไปไม่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจมาก อีกทั้งไตรมาส 4/2565 อาจมีนักท่องเที่ยวถึง 1-1.5 ล้านคนต่อเดือน เม็ดเงินเข้ามาเติมในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ฉะนั้น การขึ้นดอกเบี้ยไม่มีผลทำให้เศรษฐกิจซึมตัวลง คาดว่าจะขยายตัวในกรอบ 3-3.5% ในไตรมาส 4/2565

⦁ไทยการเงินแข็งความเสี่ยงต่ำ

ขณะที่ นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงการเคลื่อนย้ายของเงินค่อนข้างน้อย แม้สหรัฐถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและนักลงทุนนำเงินไปลงทุนจะได้ผลตอบแทนแน่นอน ขณะเดียวกันสหรัฐมีเงินเฟ้อสูงและคาดว่าดอกเบี้ยจะดีดไปถึง 4% ขณะที่ดอกเบี้ยไทยยังต่ำ แต่ไทยเป็นประเทศค่อนข้างมีภาพด้านมหภาคค่อนข้างดี เนื่องจากมีหนี้สาธารณะน้อย การส่งออกดีและนักท่องเที่ยวเข้าประเทศมากขึ้น ดังนั้น นักลงทุนมองว่าเงินบาทเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยกลุ่มหนึ่ง เช่น ต่อให้มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกว้างขึ้นนักลงทุนยังคงไม่หนีออกไป เพราะไทยได้รับความเชื่อถือ เป็นต้น

ถ้าเป็นลักษณะนี้ การที่แบงก์ชาติไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยก็มีน้ำหนักเพียงพอ เพราะการฟื้นตัวเศรษฐกิจจะเข้ามาชะลอไม่ให้เงินไหลออก ดังนั้น เศรษฐกิจไทยก็ยังมีความปลอดภัย และการที่ไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยช่วยหนุนเศรษฐกิจฟื้นตัวเพราะเมื่อแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ย หรือขึ้นดอกเบี้ยเกินไป จะเป็นการแตะเบรกเศรษฐกิจประเทศ ทั้งนี้ ต้องจับตาการไหลออกของเงิน กรณีถ้าไหลออกรวดเร็วเกินไป หรือเงินบาทอ่อนค่ากระโดดสูงถึง 38-40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ตามที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ถ้าไม่เกิดสถานการณ์เช่นนี้ คาดว่าการไม่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยน่าจะเป็นนโยบายที่เหมาะสม

ในอันใกล้นี้ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” จึงเป็นปัจจัยแซงหน้า ปัจจัยอื่นๆ ทั้งต้นทุนสูง ราคาพลังงานดันขนส่งแพง รวมถึงผลกระทบจากฝนชุกและน้ำท่วมพื้นที่ชั้นในเมืองกรุง รวมถึงการปรับขึ้นค่าแรงงานรายวันในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งล้วนที่ทุกฝ่ายเตรียมใจไว้แล้ว ดังนั้น ช่วงที่เหลือกว่า 3 เดือนสุดท้ายปีนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะเลือกใช้ยาขนานใด ที่ไม่ก่อปัญหาเพิ่มกับต้นทุนธุรกิจและกดเศรษฐกิจให้ฝืดลง