หน้าแรก เศรษฐกิจ พิพัฒน์ รัชกิ...

พิพัฒน์ รัชกิจประการ นำท่องเที่ยวไทย สู้‘PERFECT STORM’

12.09.22 | 06:58 น.

พิพัฒน์ รัชกิจประการ
นำท่องเที่ยวไทย
สู้‘PERFECT STORM’

ภาคการท่องเที่ยวไทย ถือเป็นเครื่องยนต์หนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กลับมาเป็นเชื้อไฟที่จุดติดอีกครั้ง หลังจากดับไปกว่า 2 ปี เพราะโควิด-19 ทำให้การเดินทางหยุดชะงักลงแต่ตอนนี้เมื่อโควิดคลายตัว ทำให้การท่องเที่ยวมีทิศทางที่สดใสมากขึ้น ทุกความหวังจึงมุ่งเป้าอย่างแรงกล้าว่าจะสามารถกลับมาเป็นหลักในการสร้างรายได้ และนำพาเศรษฐกิจไทยไปต่อ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจ และปัจจัยที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นอย่างที่คาดหวัง ทั้งการฟื้นตัวของภาคส่งออก ภาคลงทุน ภาคการบริโภคการใช้จ่าย ที่ยังระมัดระวังจากราคาสินค้าที่ทรงตัวสูง เงินเฟ้อสูง และราคาพลังงานทรงระดับสูง

ดังนั้น หนังสือพิมพ์มติชน เตรียมเปิดเวทีสัมมนา “ท้าชน PERFECT STORM ทางรอดเศรษฐกิจไทย” เพื่อระดมความรู้ทางนโยบาย ทรรศนะและความคิดเห็น จากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้รู้ในสายงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยเสริมสร้างให้เกิดโอกาสใหม่ ในการฟื้นฟูและขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่เข้มแข็งกว่าเดิม เพื่อประโยชน์ของประเทศและสังคมประชาชนไทย ในวันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน 2565 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องรอยัลมณียา บอลรูมชั้น M โรงแรม เรเนซองส์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ เริ่มเปิดให้ผู้สนใจเข้าลงทะเบียนผ่านคิวอาร์โค้ด bit.ly/3cJz1Z9

งานนี้ได้รับเกียรติจาก “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ท่องเที่ยวไทยท้าชน PERFECT STORM” พร้อมด้วย “กฤษณ์ จันทโนทก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) บรรยายพิเศษหัวข้อ “โอกาส-ทางรอด เศรษฐกิจไทย” และ “เศรษฐา ทวีสิน” ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บรรยายพิเศษหัวข้อ “จับทิศเศรษฐกิจ-สังคมไทย” ในพายุวิกฤต

รวมถึงเสวนาพิเศษ “Thailand New Chapter 2023” จากผู้ทรงคุณวุฒิอีก 3 ท่าน นำโดย “ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) “สิทธิกร ดิเรกสุนทร” กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และ “พสุ ลิปตพัลลภ” กรรมการบริหารบริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน)

ก่อนจะรับฟังเนื้อหาเต็มๆ ในงานสัมมนา ขอเกริ่นนำสถานการณ์ท่องเที่ยวไทย!! จาก “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ว่า สถานการณ์ภาคการท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน ถือว่าฟื้นตัวได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ตั้งแต่ต้นปี 2565 จนถึงปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทย สะสมแล้ว 5,018,172 คน โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลปลดล็อกเงื่อนไขการเข้าประเทศ ผ่านการยกเลิกระบบไทยแลนด์ พาส เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางเข้ามาเฉลี่ย 4-5 หมื่นคนต่อวัน จึงมั่นใจว่าเป้าหมายตลาดต่างชาติทั้งปี 2565 จะทำได้ตามที่ตั้งไว้ 10 ล้านคนแน่นอน สร้างรายได้อยู่ที่ 625,800 ล้านบาท

Advertisement

ส่วนตลาดในประเทศ ขณะนี้ประเมินว่ามีการเดินทางท่องเที่ยวในประทศ ประมาณ 100 ล้านคน-ครั้งแล้ว ทำให้เชื่อว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 160 ล้านคน-ครั้ง ไม่น่าจะมีปัญหา เพราะช่วงที่เหลืออีก 3 เดือนก่อนหมดปี หากมีการเดินทางอีก 20 ล้านคน-ครั้งต่อเดือน มั่นใจว่าจะสามารถทำได้ เพื่อสร้างรายได้ 656,000 ล้านบาท
นำไปสู่เป้าหมายรายได้รวมจากการท่องเที่ยว 1.2 ล้านล้านบาท

ตรงนี้อาจต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิมเล็กน้อย เพราะในอดีตก่อนเกิดโควิด-19 เมื่อปี 2562 หากมีนักท่องเที่ยวเข้ามา 10 ล้านคน จะสร้างรายได้ประมาณ 1 ล้านล้านบาท แต่ยังเชื่อว่าการสร้างรายได้ 1.2 ล้านล้านบาทก็มีความเป็นไปได้

ส่วนเป้าหมายการท่องเที่ยวในปี 2566 นั้น ภาคการท่องเที่ยวต้องฟื้นตัวอย่างน้อย 80% เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่สร้างรายได้รวม 3 ล้านล้านบาท โดยทั้งปี 2566 ตั้งเป้ารายได้รวมการท่องเที่ยวที่ 2.4 ล้านล้านบาท โดยมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 25 ล้านคน และนักท่องเที่ยวไทย 180 ล้านคน-ครั้ง เพื่อสร้างแรงส่งสู่การฟื้นรายได้ไม่น้อยกว่า 100% ตามเป้าหมายปี 2567

จากแนวโน้มในปัจจุบันต้องประเมินไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ก่อน ว่าทิศทางท่องเที่ยวในปีหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะฤดูการท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ของภาคการท่องเที่ยวไทย เป็นช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ต่อเนื่องในเดือนมกราคม-มีนาคม ซึ่งปกติมักมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยสูงมาก โดยเฉพาะชาวยุโรป ซึ่งเป็นประเทศที่เดินทางในระยะไกล จึงต้องรอดูว่าจะเข้ามามากน้อยอย่างไร

รวมถึงต้องลุ้นตลาดจีนด้วยว่า รัฐบาลจีนจะปลดล็อกให้พลเมืองเดินทางเที่ยวต่างประเทศได้หรือไม่ เพราะเป็นตลาดลูกค้าหลักของไทย ขณะนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.มาเลเซีย 2.อินเดีย 3.สปป.ลาว 4.สิงคโปร์ และ 5.กัมพูชา

ปัจจัยที่สร้างความมั่นให้กับภาคการท่องเที่ยวไทย จะสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง ต้องบอกว่าในด้านปัจจัยเสี่ยงอย่างการระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมากว่า 2 ปีแล้ว จากประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมา เชื่อว่าคนไทยเรียนรู้ในการป้องกันตัวเอง และใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับโควิดได้

ที่สำคัญคือ กระทรวงสาธารณสุขเตรียมความพร้อมตลอดเวลา ทำให้เชื่อว่าการจะกลับไปใช้มาตรการล็อกดาวน์ คงไม่น่าจะได้เห็น หรือเกิดขึ้นอีกแล้ว

ตอนนี้ต้องถือว่าไม่มีปัจจัยลบแบบที่เป็นลบจริงๆ ทำให้เป็นปัจจัยบวกของการเดินทางท่องเที่ยวแล้ว เรื่องค่าบาทอ่อน ก็เป็นผลบวกต่อการท่องเที่ยวมากกว่า เพราะนักท่องเที่ยวสามารถแลกเงินบาทได้มากขึ้น ใช้จ่ายได้มากขึ้น แต่มีผลกระทบของภาคการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ที่ต้องจ่ายเงินซื้อสินค้ามากขึ้นแทน ส่วนมาตรการกระตุ้นทั้งตลาดต่างชาติและตลาดในประเทศ อาจยังไม่มีอะไรออกมาเพิ่มเติม เพราะจะเข้าสู่ไฮซีซั่นแล้ว

“สิ่งที่เราต้องทำต่อจากนี้คือ การเป็นเจ้าบ้านที่ดี ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เข้ามาเยี่ยมเยือน โดยเฉพาะการไม่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ทั้งรถขนส่ง ร้านค้า หรือร้านอาหารต่างๆ รวมถึงการสร้างความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยวด้วยทั้งคนไทยและต่างชาติ เพราะหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีก สิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบด้านลบกับภาคการท่องเที่ยวไทยทันที จึงต้องป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวเกริ่นถึงภาพรวมการท่องเที่ยวไทยคร่าวๆ

นั่นคือเนื้อหาส่วนหนึ่ง ต้องรอฟังแบบเต็มๆ ถึงแผนผลักดันภาคการท่องเที่ยว และอนาคตเศรษฐกิจภาคท่องเที่ยวไทยจะเป็นอย่างไร ในงานสัมมนา “ท้าชน PERFECT STORM ทางรอดเศรษฐกิจไทย” 29 กันยายนนี้