‘สุพัฒนพงษ์’ คาดมหาดไทย-คลัง ชงมาตรการช่วย ปชช. สู้วิกฤตพลังงาน เข้า ครม.พรุ่งนี้

12.09.22 | 13:52 น.

‘สุพัฒนพงษ์’ คาดมหาดไทย-คลัง ชงมาตรการช่วย ปชช. สู้วิกฤตพลังงาน เข้า ครม.พรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 12 กันยายน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การปรับตัวและความอยู่รอดของภาคอุตสาหกรรมไทยต่อวิกฤตพลังงานโลก” ในสัมมนาวิชาการประจำปี Energy Symposium 2022 จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ผ่านมา ประเทศไทย รวมถึงทั้งโลก ต้องเผชิญกับวิกฤตที่ไม่เคยเจอมาก่อน เริ่มต้นจากโรคระบาด สะดุดของห่วงโซ่อุปทาน ความขัดแย้งระหว่างประเทศ จนมาถึงวิกฤตพลังงาน ผนวกกับค่าอัตราเงินเฟ้อที่ขึ้น และค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง ทำให้สินค้าต่างก็ขึ้นราคาตาม โดยราคาพลังงานเป็นสิ่งแรกที่ขึ้นราคา ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างในด้านเศรษฐกิจ

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเรื่องวิกฤตพลังงาน ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 13 กันยายนนี้ คาดว่ากระทรวงมหาดไทยจะนำเสนอ มาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2565 สำหรับกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย วงเงิน 8 พันล้านบาท เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยใช้งบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นในปีงบประมาณ 2565 และ 2566 และกระทรวงการคลังจะเสนอการขยายต่อมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ส่วนจะลดลงเท่าเดิมที่ลด 5 บาทต่อลิตร หรือลดลงกี่บาทต่อลิตรขอให้รอฟังรายละเอียดในวันพรุ่งนี้

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ซึ่งในช่วงวิกฤต รัฐบาลได้ช่วยเหลือและแก้ไขเรื่องราคาน้ำมันที่ราคาสูง คือน้ำดีเซลทั้งลดค่าการตลาด การลดภาษีสรรพสามิตเป็นการชั่วคราว การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการสร้างสมดุลราคา ซึ่งใช้เงินอุดหนุน เพื่อชะลอการขึ้นราคาน้ำมันดีเซล รวมถึงการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม ไปรวมกว่า 1.2 แสนล้านบาทแล้ว

ส่วนเรื่องของราคาไฟฟ้า ก็พยายามประคับประคองให้ปรับขึ้นแบบขั้นบันได และได้บริหารจัดการเชื้อเพลิงอื่นที่มีต้นทุนถูกกว่าก๊าซมาผลิตไฟฟ้า เพื่อดูแลค่าเอฟทีให้ปรับขึ้นไม่เกินกรอบที่ประกาศไว้ ซึ่งที่ผ่านมาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตต้องรับภาระค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) มาประมาณ 8 หมื่น-1 แสนล้านบาทแล้ว

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ส่วนความคืบหน้าการสนับสนุนประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อใช้ในครัวเรือนนั้น จะหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อหามาตรการภาษีจูงใจประชาชนในการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าในครัวเรือนได้

Advertisement

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงวิกฤตพลังงานโลกนั้น จำเป็นต้องปรับตัว และยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและนวัตกรรมด้วยการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการเข้าใจ และรับทราบถึงปัญหา และพร้อมจะปรับตัว เพราะว่าได้ผ่านช่วงที่ยากลำบากที่มีหลายวิกฤตซ้อนมาแล้ว

“การเอาชนะวิกฤตพลังงานที่ดีที่สุด คือ ร่วมมือกันประหยัดพลังงานเท่าที่จะทำได้ ทั้งภาคประชาชนและเอกชน เพื่อฝ่าวิกฤตนี้ไปให้ได้ ซึ่งรัฐบาลก็ได้สนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า มาโดยตลอด ยาวนานหลายสิบปี หลังจากนี้ก็จะยังสนับสนุนต่อไป และรัฐบาลก็ได้ตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ให้ได้ในปี ค.ศ.2050” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว