ชาวสวนปาล์มเฮ จุรินทร์ ต่ออายุประกันรายได้ปาล์มปี 4 วงเงินกว่า 6,437 ล้านบาท
เมื่อวันที่ 12 กันยายน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อบริหารจัดการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มด้านการตลาด ครั้งที่ 2/2565 (ครั้งที่ 31) พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชนว่า ที่ประชุมติดตามสถานการณ์ผลผลิตในประเทศปี 2565 พบว่าปริมาณผลปาล์มเพิ่มขึ้น 4% สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศช่วงปลายเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 2.6 แสนตัน เพิ่มขึ้น 27% เทียบกับตอนสิ้นเดือนกรกฎาคม การส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2565 ที่ 6.3 แสนตัน เพิ่มขึ้น 97% อย่างไรก็ตาม คู่แข่งสำคัญในตลาดส่งออกคืออินโดนีเซีย ขณะนี้ได้ยกเลิกห้ามการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบแล้ว และเร่งรัดการส่งออกด้วยการยกเลิกภาษีการส่งออก ตั้งแต่ 18 กรกฎาคม-31 ตุลาคม 2565 ซึ่งมีผลกระทบต่อการแข่งขันการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบของไทยด้วยตัวเลขการส่งออกเดือนสิงหาคม-กันยายน ลดลงมาประมาณหนึ่งเท่าตัว
นายจุรินทร์กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 2 เรื่อง 1.เห็นชอบให้มีการดำเนินการโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ปีที่ 4 โดยหลักเกณฑ์เหมือนกับ 3 ปีที่ผ่านมาทุกประการ ประกันรายได้ที่กิโลกรัมละ 4 บาท ครอบครัวละไม่เกิน 25 ไร่ และผลปาล์มต้องอายุ 3 ปีขึ้นไป กำหนดจำนวนเกษตรกรไว้ 3.8 แสนครอบครัว จะมีการจ่ายเงินส่วนต่าง 12 งวด ถ้าราคาปาล์มในตลาดต่ำกว่ากิโลกรัมละ 4 บาท โดยจะกำหนดราคาอ้างอิงทุก 30 วัน เริ่มจ่ายส่วนต่างงวดแรก 15 กันยายน 2565-15 สิงหาคม 2566 วงเงินที่เตรียมไว้สำหรับการจ่ายเงินส่วนต่างปาล์ม 6,128 ล้านบาท
2. เห็นชอบมาตรการคู่ขนาน สนับสนุนการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบกิโลกรัมละ 2 บาท ถ้าเข้าเงื่อนไข 2 ข้อ 1.สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในประเทศล้นจนสูงเกินกว่า 300,000 ตัน 2.ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศสูงกว่าราคาในตลาดโลก จะช่วยผู้ส่งออกกิโลกรัมละ 2 บาท จะดำเนินการจนถึงเดือนกันยายน 2566 ตั้งวงเงินไว้ 309 ล้านบาท รวม 2 โครงการนี้ ประกันรายได้ปาล์มปี 4 และมาตรการเสริม 6,437 ล้านบาท
นอกจากนี้ ประเด็นเพิ่มเติมที่คณะกรรมการมีความเป็นห่วง และเตือนไปยังเกษตรกรที่สนใจจะปลูกปาล์มใหม่ให้ระมัดระวังเรื่องต้นกล้าปาล์มปลอม จึงได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในทุกจังหวัดเข้มงวด และเร่งประชาสัมพันธ์ให้เครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่รับทราบ และให้เกษตรกรผู้สนใจปลูกปาล์มใหม่สามารถตรวจสอบต้นกล้า โดยให้ใช้บริการกรมวิชาการที่มีประจำทุกสำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ จำนวน 882 ศูนย์ หรือถ้าพบเบาะแสว่ามีการจำหน่ายพันธุ์ปาล์มปลอมสามารถแจ้งที่ 1569 ของกระทรวงพาณิชย์ หรือกรมการค้าภายใน เพื่อจะได้ลงไปดำเนินคดีหรือตรวจสอบต่อไปได้ โดยระยะเวลาที่ผ่านมาได้ดำเนินคดีไปแล้ว 2 ราย สำหรับผู้ขายต้นกล้าปาล์มปลอม จำนวน 42,800 ต้น มูลค่ารวม 7 ล้านบาท ที่จังหวัดกระบี่ โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขอเตือนผู้ที่กระทำการนี้และอย่าคิดทำเพราะไม่คุ้ม

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีความเห็นว่าควรได้มีการปรับปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มในประเทศเพิ่มขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาราคาปาล์มที่ปรับลดลงมาขณะนี้ด้วยการปรับจาก B5 เป็น B7 ซึ่งจะนำเสนอตามขั้นตอนกระบวนการต่อไปสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) และได้มีการสั่งการให้เข้มงวดเรื่องมาตรฐานการรับซื้อผลปาล์มดิบจากเกษตรกร ให้เจ้าหน้าที่ตรวจเครื่องชั่งอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงห้ามลานเทใช้ตะแกรงล่อนลูกร่วง และเข้มงวดการจดทะเบียนลานเท และขอให้รับซื้อเฉพาะผลปาล์มสุกเพื่อจะได้ผลปาล์มที่มีคุณภาพทำให้เกษตรกรช่วยสนับสนุนการตัดผลปาล์มที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบต่อไปได้ด้วย
“ขณะนี้ราคาผลปาล์มปรับลดลงมา โดยราคาปัจจุบันอยู่ที่ 5.70-6.00 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนหนึ่งเพราะราคาน้ำมันปาล์มดิบโลกปรับลดลงมาเยอะ ตลาดมาเลเซียซึ่งเป็นตลาดกลางใหญ่ของโลก ราคาปรับลดลงมาถึง 17% ที่ประชุมเห็นชอบควรช่วยส่งเสริมราคาปาล์มให้ปรับสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง โดยเสนอให้ทำไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 และเร่งรัดสนับสนุนการส่งออกน้ำมันปาล์มของไทยไปสู่ตลาดโลกมากขึ้น” นายจุรินทร์กล่าว
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า สำหรับราคาน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 32-33 บาทต่อกิโลกรัม และมีแนวโน้มปรับขึ้นเล็กน้อย ถ้าสถานการณ์ในเรื่องของภัยแล้งมีปัญหามากขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบของมาเลเซียลดลงโดยเทียบจากราคาเฉลี่ยของปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 35.5 บาทต่อกิโลกรัม และปัจจุบันอยู่ที่ 29.5 บาทต่อกิโลกรัม ขณะเดียวกันสถานการณ์ราคาน้ำมันปาล์มขวดมีการปรับลดราคาลงเรื่อยๆ สำหรับในห้างสรรพสินค้าวางจำหน่ายน้ำมันปาล์มขวดในราคาลิตรละ 50-55 บาทต่อขวด และตอนนี้เป็นสต๊อกที่มีการนำเข้ามาใหม่ที่ราคาลดลง และกรมการค้าภายในให้ผู้ประกอบการนำสินค้าสต๊อกเก่าและสต๊อกใหม่มาขายรวมกันในราคาที่ต้องมีการลดลงต่อเนื่อง และจะกำกับดูแลราคาให้เป็นไปตามโครงสร้าง เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
ทั้งนี้ จากสถานการณ์น้ำท่วม กรมการค้าภายในได้ติดตามอย่างใกล้ชิด เรื่องสินค้าขาดแคลน หรือราคาสินค้าปรับสูงขึ้น โดยได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการค้าปลีก และค้าส่ง และห้างท้องถิ่น ขอให้ดูแลเรื่องสต๊อกสินค้าในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอ และมีการดูเรื่องการเตรียมรถเพื่อขนส่ง โดยมุ่งเน้นเรื่องพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง และเตรียมสต๊อกเพื่อส่งให้พื้นที่ที่มีความเสี่ยงปานกลางและต่ำ โดยย้ำให้ทูตพาณิชย์ทุกจังหวัดต้องตรวจตราอย่าปล่อยให้มีการปล่อยให้มีการค้ากำไรเกินควร และเร่งแก้ปัญหาพื้นที่ที่มีสินค้าขาดแคลน เพื่อลดการซ้ำเติมผู้ประสบภัย

