ม.หอค้าไทย เผยความเชื่อมั่น ปชช.-ธุรกิจดี 3 เดือนต่อเนื่อง ชี้สัญญาณ ศก.ฟื้นมาครึ่งทางแล้ว รับได้ยุบสภาและไม่มีม็อบ
เมื่อวันที่ 13 กันยายน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และความเชื่อมั่นของหอการค้าไทย (ภาคเอกชน) ของเดือนสิงหาคม 2565 พบว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคธุรกิจปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 และค่าดัชนีกลับมาอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 7-8 เดือน นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวม (CCI) ปรับตัวดีขึ้นเป็น 43.7 จุด จากระดับ 42.4 จุดในเดือนกรกฎาคม 2565
ผลจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นเป็น 43.7 จุด จากระดับ 42.4 จุด ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตเป็น 50.8 จุด จาก 49.3 จุด ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต เป็น 37.8, 40.9 และ 52.3 ตามลำดับ จาก 36.4, 39.8 และ 50.8 ตามลำดับในเดือนกรกฎาคม สำหรับความเชื่อมั่นของหอการค้าไทยโดยรวม (TCC-CI) เดือนสิงหาคม 2565 อยู่ 40.0 จุด จาก 37.9 จุด ผลจากความเชื่อมั่นของหอการค้าไทยในปัจจุบัน และความเชื่อมั่นของหอการค้าไทยในอนาคต เพิ่มเป็น 38.6 จุด และ 41.4 จุด ตามลำดับ จาก 36.7 จุด และ 39.1 จุด
“ทางวิชาการเมื่อตัวเลขความเชื่อมั่นดีขึ้นต่อเนื่อง 6 เดือน สะท้อนได้ว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจน ซึ่งตอนนี้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคและผู้ประกอบการดีขึ้นต่อเนื่องแล้ว 3 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เท่ากับมาแล้วครึ่งทาง จึงเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจทยอยฟื้นตัวดีขึ้น และเชื่อว่าจากนี้ความเชื่อมั่นทั้งสองกลุ่มเข้าภาวะขาขึ้นแล้ว โดยเฉพาะไตรมาสสุดท้ายปีนี้ มีปัจจัยหนุนทั้งจากภาคส่งออกและภาคท่องเที่ยวเป็นตัวหนุน ขณะที่ปัจจัยลบภายนอกภายในไม่ได้รุนแรงเพิ่มเติม ก็จะทำให้ไตรมาส 4/2565 ขยายตัว 3.5-4.0% และทำให้ทั้งปี 2565 ขยายตัวในกรอบ 3.0-3.5% ค่ากลางคือ 3.1% แต่อย่างไรก็ตาม ศูนย์พยากรณ์จะมีการทบทวนปัจจัยลบ ปัจจัยบวกต่อจีดีพีไทยอีกครั้งในสัปดาห์หน้าว่าจะมีการทบทวนตัวเลขคาดการณ์ทั้งปีนี้หรือไม่ ซึ่งตัวเลข 3.1% เป็นตัวเลขสำรวจเดือนมีนาคมของปีนี้” นายธนวรรธน์กล่าว
นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า ความเชื่อมั่นที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเพราะผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย หลังจากสถานการณ์โควิดในประเทศดีขึ้น และมีการผ่อนคลายกฎระเบียบให้ธุรกิจเริ่มเปิดดำเนินการได้เป็นปกติ ตลอดจนการผ่อนคลายให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศได้สะดวกขึ้น ประกอบกับราคาน้ำมันเบนซินลดลง แม้ยังกังวลราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศทรงตัวระดับสูง ตลอดจนปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้น รวมถึงความกังวลผลกระทบจากสงครามรัสเซียและยูเครนยังยืดเยื้อ การปรับขึ้นดอกเบี้ยแก้ปัญหาเงินเฟ้อทั่วโลก อาจเพิ่มแรงกดดันการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกให้ช้าลง
แต่อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าภาคส่งออกยังเป็นพระเอกหลักที่คาดว่าปีนี้โตได้ 10% และภาคท่องเที่ยวเป็นพระเอกรอง ที่คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยต่อเดือน 1.5-2 ล้านคน ทำให้ทั้งปีนี้จำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยวสูงกว่าที่คาดไว้ 10 ล้านคน เป็น 12 ล้านคน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เรื่อยไป
“จากการเปิดประเทศธุรกิจทำการค้าได้ปกติ ราคาพืชเกษตรยังดี และเมื่อรวมกับมติรัฐบาลให้ปรับเพิ่มค่าแรงงานรายวันขั้นต่ำเฉลี่ยอีก 15 บาท/วัน รวมกับแรงงานเดิมที่จะถูกปรับเงินด้วย จนเฉลี่ยอยู่ที่ 450 บาทต่อคนต่อวัน และมีแรงงานได้รับอานิสงส์รวมประมาณ 10 ล้านคน จะสร้างเงินเข้าระบบเศรษฐกิจอีก 4.5 พันล้านบาทต่อเดือน นับจากตุลาคม เมื่อรวมทั้งไตรมาส 4/2565 จะมีเงินสะพัดใช้จ่ายในตลาดแรงงาน รวม 1.5 หมื่นล้านบาท อีกทั้งมาตรการรัฐที่จะพยุงค่าใช้จ่ายจากค่าไฟค่าพลังงาน จะเป็นแรงส่งให้การใช้จ่ายภาคบริโภคดีขึ้น ส่งผลถึงการจ้างงานใหม่และผู้ประกอบการรายย่อยฟื้นตัวเพิ่มขึ้น สะท้อนได้จากภาคการผลิตและคำสั่งซื้อล่วงหน้า 2-3 เดือนข้างหน้าตัวเลขดีขึ้น
ส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อสกัดเงินเฟ้อไม่ให้เพิ่มสูงอีกนั้น เชื่อว่าจะเป็นการปรับขึ้นในอัตราลดลง รวมถึงไทยด้วย ขณะที่ความขัดแย้งการเมืองระหว่างประเทศทั้งรัสเซีย ยูเครน สหรัฐ จีน ก็ไม่น่าจะมีอะไรที่รุนแรงแล้ว ย่อมมีผลต่อราคาพลังงาน ค่าเงินบาท และต้นทุนนำเข้าผ่อนคลายลง แม้การเมืองในประเทศ ไม่ว่าจะมีนายกฯรักษาการ หรือยุบสภา แต่ไม่มีความรุนแรงนอกสภา ย่อมไม่กระทบต่อความเชื่อมั่นต่างชาติและการใช้ชีวิตปกติ เรื่องต่างๆ ดังกล่าวล้วนเป็นเรื่องดีต่อการฟื้นตัวในอีก 3 เดือนจากนี้ทั้งสิ้น ดูจากความเชื่อมั่นต่อภาคสังคมด้านความสุข การดำรงชีวิตและมุมมองต่อการซื้อบ้าน ลงทุน และท่องเที่ยว ดีขึ้นทุกรายการและสูงสุดในรอบ 26-27 เดือน” นายธนวรรธน์กล่าว
นายธนวรรธน์กล่าวถึงกรณีที่ภาคธุรกิจในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และใต้ ขอให้รัฐเร่งแก้ปัญหาการตกงานจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและการจ้างงานชะลอตัวนั้น เป็นแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการที่องค์กรนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้แทนแรงงานพื้นฐาน และแรงงานจบใหม่ยังหางานได้ยากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในภาคบริการ โรงแรม และเกี่ยวกับท่องเที่ยว ยังมีความต้องการแรงงานสูงขึ้นหลังการฟื้นตัวของภาคบริการ แต่อย่างไรก็ตาม อัตราว่างงานโดยภาพรวมไม่น่ากังวล ตอนนี้อัตราว่างงานลดลงจาก 2% เหลือ 1.4% เพียงแต่แรงงานจบใหม่ในอุดมศึกษาอาจต้องใช้เวลาในการหางานทำ

