เงินเฟ้อพุ่ง! หุ้นมะกันร่วงหนักสุดรอบ 2 ปี ดาวโจนส์วูบ 1,200 จุด
ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐเพิ่มขึ้นเกินคาดเป็น 6.3% ในเดือนสิงหาคม จาก 5.9% ในเดือนกรกฎาคม สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ จนนำไปสู่การร่วงลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 2 ปี หรือนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ถือเป็นการร่วงลงของตลาดหุ้นมากที่สุดในหนึ่งวันนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ของสหรัฐปรับตัวลดลงถึง 1,276.37 จุด หรือ 3.94% มาอยู่ที่ 31,104.97 จุด ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 177.72 จุด หรือลดลง 4.32% มาปิดที่ 3,932.69 จุด ด้านดัชนี Nasdaq ลดลง 632.84 จุด หรือ 5.16% มาอยู่ที่ 11,633.57 จุด
นักลงทุนพากันเทขายหุ้นในวงกว้างเนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ร้อนแรงเกินคาด จนทำลายความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะผ่อนปรนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ทั้งยังต้องหันมาปรับนโยบายให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ดัชนีราคาผู้บริโภคซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ความคาดหวังที่ว่าเฟดจะผ่อนปรนนโยบายและผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหลังเดือนกันยายนเป็นไปได้ยากมากขึ้น
ขณะนี้คาดว่าเฟดน่าจะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นอีก 0.75% ในการประชุมระดับนโยบายในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าการใช้นโยบายควบคุมที่เข้มงวดเป็นเวลานานของเฟด อาจทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำตามมา
นักวิเคราะห์ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เฟดยังคงเข้ามากำกับดูแลและปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งนั่นถือเป็นคำสาปแช่งสำหรับตลาดหุ้น ทั้งนี้เฟดได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา แต่ขณะนี้ก็ยังไม่ได้รู้สึกถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดีเราจะรู้สึกถึงมันได้ ขณะนี้เราอยู่ที่หน้าประตูของการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ด้านราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสลดลง 0.09% มาซื้อขายกันที่ 87.52 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันเบรนท์ทะเลเหนือเพิ่มขึ้น 0.01% มาปิดที่ 93.53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนราคาทองคำก็ปรับตัวลดลง 0.09% มาซื้อขายกันที่ 1,711 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เช่นเดียวกับบิทคอยน์ที่ร่วงลง 9.85% มาอยู่ที่ 20,141.20 ดอลลาร์

