‘บีอีเอ็ม’ ยันไร้กังวลประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก คาดใช้เงินลงทุน 1.2 แสนล้าน

14.09.22 | 17:27 น.

‘บีอีเอ็ม’ ยันไร้กังวลประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก เตรียมพร้อม รฟม.เรียกเจรจาข้อเสนอ ประเมินใช้เงินลงทุนกว่า 1.2 แสนล.

เมื่อวันที่ 14 กันยายน นายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม เปิดเผยถึงการเข้าร่วมประกวดราคาในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ว่า จากที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้แจ้งให้บริษัททราบถึงผลการประเมินคุณสมบัติและเทคนิคว่า บริษัทผ่านเกณฑ์และเสนอผลประโยชน์ให้แก่รัฐสุทธิ (เอ็นพีวี) -78,287.95 ล้านบาท โดยมาจากการหักลบระหว่างส่วนที่เอกชนจะตอบแทนให้รัฐ กับเงินที่เอกชนขอให้รัฐช่วย ซึ่งถือเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดนั้น ทางบริษัทยืนยันว่าข้อเสนอทั้งหมดเป็นไปตามเงื่อนไขและกติกาที่รัฐกำหนดขึ้น

นายสมบัติกล่าวว่า นอกจากนี้ ข้อเสนอของบริษัทยังดำเนินการตามข้อกำหนดทางวิศวกรรม (specification) งานโยธาและระบบรถไฟฟ้า วิธีการและเทคนิคการก่อร้างโดยเฉพาะการก่อสร้างงานอุโมงค์และสถานีใต้ดิน ซึ่งเป็นงานก่อสร้างใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ต้องดูแลความปลอดภัยสูงสุด ระบบรถไฟฟ้าที่จัดซื้อมีประสิทธิภาพสูง อายุการใช้งานนาน มาให้บริการแก่ประชาชน และมีข้อเสนอทางการเงินที่เป็นประโยชน์แก่รัฐทั้งในส่วนของเงินสนับสนุนค่างานโยธาที่ต่ำกว่าราคากลาง ทั้งที่หากพิจารณาข้อเท็จจริงพบว่าราคาค่าก่อสร้างในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยบริษัทก็สามารถแบ่งผลประโยชน์เพิ่มเติมให้แก่ รฟม.ได้

ทั้งนี้ หากบริษัทได้รับการคัดเลือกเป็นผู้รับสัมปทานในโครงการดังกล่าว บริษัทพร้อมที่จะเริ่มงานได้ทันที โดยมี บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) เป็นพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในงานก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นอย่างมาก โดยบริษัทมั่นใจว่าจะเปิดให้บริการส่วนตะวันออกได้ภายใน 3 ปีครึ่ง หรือภายในปี 2568 และส่วนตะวันตกได้ภายใน 6 ปี หรือภายในปี 2571 ตามแผนงานของ รฟม.ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดเด่นของบริษัทที่ทำงานทุกโครงการประสบความสำเร็จ เปิดบริการได้ตามสัญญา เป็นไปตามแผน หรือก่อนแผนเสมอ

นายสมบัติกล่าวอีกว่า บริษัทประเมินวงเงินการลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม คาดว่าจะใช้เงินทุนประมาณ 1.2 แสนล้านบาท โดยจะจัดหาเงินทุนจากเงินกู้สถาบัน หรือออกหุ้นกู้ ไม่มีความจำเป็นต้องจัดตั้งบริษัทใหม่เพื่อเพิ่มทุน ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า รฟม.จะมีการเรียกเจรจากับบริษัทเพื่อพิจารณาข้อเสนอที่ดีที่สุดในการดำเนินโครงการนี้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งบริษัทพร้อมให้ความร่วมมือในการเจรจา หลังจากนั้น บริษัทจะเริ่มงานก่อสร้างทันทีเพื่อเร่งรัดให้แล้วเสร็จตามแผน อีกทั้งจะเร่งติดตั้งระบบรถไฟฟ้า และจัดหาขบวนรถ เพื่อเริ่มให้บริการส่วนตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ภายในปี 2568

Advertisement

“บริษัทมีความพร้อมที่จะดำเนินโครงการดังกล่าวตามข้อเสนอที่ระบุไว้ จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา ไม่เคยมีประวัติทิ้งงานหรือส่งมอบงานล่าช้า อีกทั้งไม่เคยให้บริการรถไฟฟ้าที่ส่งผลกระทบต่อการบริการประชาชน และเราไม่มีความกังวลอะไรเกี่ยวกับโครงการที่เกิดขึ้นในขณะนี้ รวมทั้งเราจะไม่มีการฟ้องร้องกับภาครัฐ เพราะเรื่องการฟ้องร้องไม่ได้อยู่ในวิสัยของบริษัทไม่ได้อยู่ในดีเอ็นเอของเรา” นายสมบัติกล่าว

นายสมบัติกล่าววว่า ส่วนกรณีที่มีเอกชนบางรายซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการคัดเลือก ระบุว่า มีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์แก่ รฟม.มากกว่าที่บริษัทเสนอ ก็ถือเป็นสิทธิของเอกชนรายนั้นจะทำ แต่เนื่องจากการให้ข้อมูลมีการพาดพิงถึงข้อเสนอของบริษัท ซึ่งอาจทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดว่าข้อเสนอของบริษัททำให้รัฐเสียประโยชน์ บริษัทจำเป็นต้องชี้แจงว่าบริษัทได้จัดทำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์แก่รัฐ เข้าร่วมการคัดเลือกภายในเงื่อนไข และกติกาที่รัฐกำหนด การนำข้อเสนอด้านการเงินอื่น ซึ่งไม่ทราบว่าอยู่บนเงื่อนไข สมมุติฐานใด ผ่านเกณฑ์การประเมินของ รฟม.หรือไม่ มาเปรียบเทียบกับข้อเสนอด้านการเงินของบริษัทคงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้

นายสมบัติกล่าวว่า เงื่อนไขการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม ไม่ได้มีข้อจำกัดเรื่องการจ้างเหมาช่วง (ซับคอนแทรกต์) ในส่วนของงานโยธา โดยในข้อเสนอของบริษัทได้ระบุในการจ้างงานโยธา คือ ช.การช่าง ดังนั้นหากบริษัทจะจ้างผู้รับเหมารายอื่นในการก่อสร้างงานโยธา ก็สามารถดำเนินการได้ โดยจะต้องแจ้งรายละเอียดการจ้างไปยัง รฟม.เพื่อขออนุญาตจ้างงาน เบื้องต้นก็เชื่อว่าทุกโครงการลงทุนขนาดใหญ่ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างได้เพียงรายเดียว แต่ก็ต้องเลือกผู้รับเหมาที่มีความสามารถ และมีประสบการณ์

นายสมบัติ ให้ข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา ทั้งรัฐ เอกชน พูดกันตลอดว่า โครงการรถไฟฟ้าเป็นอินฟราสตรัคเจอร์ขนาดใหญ่ที่ต้องลงทุนสูง หากรัฐไม่สนับสนุน (Subsidy) ค่างานโยธา เอกชนลงทุนเองทั้งหมดคงไปไม่รอด เห็นได้จาก เริ่มตั้งแต่สายสีเขียว เอกชนที่รับสัมปทานต้องลงทุนทั้งงานโยธาและเดินรถทั้งหมด สุดท้ายก็ไม่ไหว ต้องปรับโครงสร้างหนี้แฮร์คัท ส่วนสายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสายสีน้ำเงิน สายสีม่วง สายสีชมพู สีเหลือง รัฐต้องสนับสนุนค่างานโยธาทุกโครงการ หากมีเอกชนบอกว่า สามารถรับดำเนินการสายสีส้ม ซึ่งต้องลงทุนสูงมาก เพราะเป็นรถไฟฟ้าใต้ดิน ผลตอบแทนการลงทุนก็ต่ำกว่าสายสีเขียว สีน้ำเงิน ใกล้ๆ กับสีชมพู สีเหลือง โดยแทบไม่ต้องขอรัฐสนับสนุนเลย คงเป็นเรื่องแปลกว่าทำได้อย่างไร

“บริษัทฯ ของเรายังคงมั่นใจว่าข้อเสนอรถไฟฟ้าสายสีส้มของบริษัทฯ เป็นประโยชน์ต่อรัฐ การก่อสร้างและการเปิดบริการจะต้องประสบความสำเร็จตามแผน ไม่มีการล่าช้า และต้องมีคุณภาพการบริการแก่ประชาชนที่ดี ตอบแทนคืนกลับสู่สังคมเต็มที่” กรรมการผู้จัดการ BEM กล่าว