ศักดิ์สยาม ชู Land Bridge ดันไทยศูนย์กลางขนส่งทางน้ำ-การค้าการลงทุนภูมิภาคอาเซียน
เมื่อวันที่ 14 กันยายน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถ้อยแถลงในงานเลี้ยงรับรองสำหรับการประชุมคณะทำงานด้านการขนส่งของเอเปค ครั้งที่ 52 (the 52nd APEC Transportation Working Group: TPTWG52) ชูนโยบาย Land Bridge เพื่อพัฒนาให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งทางน้ำ และศูนย์กลางด้านการค้าการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียน
นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถ้อยแถลงในงานเลี้ยงรับรองสำหรับการประชุมคณะทำงานด้านการขนส่งของเอเปค ครั้งที่ 52 (the 52nd APEC Transportation Working Group: TPTWG52) ภายใต้เป้าหมายหลัก คือ การขนส่งที่ไร้รอยต่อ อัจฉริยะ และยั่งยืน”(Seamless, Smart and Sustainable Transportation) เพื่ออำนวยความสะดวกการค้า การลงทุน และฟื้นฟูความเชื่อมโยงด้านการเดินทางและการท่องเที่ยวในเขตเศรษฐกิจเอเปคและระดับโลก โดยการประชุมในวันนี้เป็นการแสดงให้เขตเศรษฐกิจพิเศษเห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของไทยในทุกมิติ รวมถึงความพร้อมของประเทศไทยในการดำเนินการเพื่อตอบสนองต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความท้าทายที่เกี่ยวข้องทางกับระบบจิสติกส์ ตลอดจนเป็นเวทีในการเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความร่วมมือระหว่างเขตเศรษฐกิจในด้านการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
โดยมีนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม และสมาชิกจาก 18 เขตเศรษฐกิจ
ในวันที่ 14 กันยายน 2565 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ในการนี้ กระทรวงคมนาคมได้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อรับรองผู้เข้าร่วมการประชุมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทั้ง 4 สาขา ซึ่งภายในงานมีการสร้างบรรยากาศการบรรเลงเพลงด้วยเครื่องดนตรีไทย การโชว์งานจักสานที่แสดงศิลปะวัฒนธรรมไทยสอดคล้องกับตราสัญลักษณ์การเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทย ปี 2565 รวมถึงการแสดงโขนรามเกียรติ์เพื่อสื่อสารถึงความร่วมมือระหว่างกันของเขตเศรษฐกิจเอเปคที่มีความแข็งแกร่งและแน่นแฟ้น ในโอกาสพิเศษนี้ กระทรวงคมนาคมได้เปิดโครงการและนำเสนอวีดิทัศน์โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมฝั่งทะเลอ่าวไทย – อันดามัน (Southern Land bridge) ซึ่งจะเป็นเส้นทางเดินเรือใหม่ของโลก เป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งและเศรษฐกิจใหม่ทางทะเลที่เป็น Transshipment การขนส่งสินค้าของภูมิภาค โดยสามารถเชื่อมการขนส่งกับเส้นทางมอเตอร์เวย์ และทางรถไฟ คู่ขนานแนวเส้นทางร่วมกันตามแผนบูรณาการมอเตอร์เวย์เชื่อมต่อแนวเส้นทางรถไฟทางคู่ (MR-MAP) จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของไทย ที่ตั้งอยู่ใจกลางคาบมหาสมุทรอินโดจีน การมีท่าเรือขนส่งสินค้าฝั่งอันดามันเชื่อมต่อกับฝั่งอ่าวไทยจะทำให้ไทย เป็นเส้นทางลัดของเส้นทางเดินเรือระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งจะช่วยเวลากว่าการผ่านช่องแคบมะละกา ได้ 3-5 วัน และประหยัดค่าขนส่ง Transshipment ทำให้เกิดการพัฒนาหลังท่า เพิ่มขีดความสามารถของประเทศ สู่ศูนย์กลางการค้าการขนส่งเมื่อโครงการพัฒนาแล้วเสร็จ จะทำให้มีการขนส่งสินค้าผ่านพื้นที่นี้ได้กว่า 20 ล้าน TEU พร้อมไปกับการพัฒนาพื้นที่หลังท่าเรือ ให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่เชิงพาณิชย์ และพื้นที่สีเขียวซึ่งจะทำให้พื้นที่ระนองและชุมพร ถูกยกระดับเป็นพื้นที่ย่านธุรกิจระดับโลก World Class Business Center , Green and Hi Technology Industrial พร้อมทั้งพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องในพื้นที่ชุมพรและระนองได้ต่อยอดผลผลิตในพื้นที่
เช่น การแปรรูปยาง ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ อาหารทะเล อาหารฮาลาล และอุตสาหกรรมไฮเทค โดยใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคง สร้างความอยู่ดีกินดี สร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับคนในชุมชน และดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก ยกระดับให้ไทยกลายเป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งทางน้ำที่สำคัญของภูมิภาค ซึ่งเมื่อพิจารณาผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ ให้ GDP ประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5% ต่อปี และสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้พื้นที่ภาคใต้เป็นอย่างมาก ซึ่งภายในระยะ 50 ปี หากแล้วเสร็จนั้นจะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติได้กว่า 6.5 ล้านล้านบาท สำหรับการดำเนินโครงการ กระทรวงคมนาคมจะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมาร่วมพัฒนาและร่วมลงทุน ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบด้วยท่าเรือทั้ง 2 ฝั่ง เส้นทางมอเตอร์เวย์ และทางรถไฟ มูลค่ารวม 1.1 ล้านล้านบาท และการพัฒนาพื้นที่หลังท่าเรือ พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์และการพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม โดยเป็นการลงทุนแบบสัญญาเดียวที่รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาพื้นที่หลังท่า มีระยะเวลาสัมปทาน 50 ปี
โดยนักลงทุนจะได้รับรายได้ค่าธรรมเนียมจากการขนส่งผ่าน Land bridge อีกทั้งยังได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่หลังท่าเป็น Commercial Residential และ Industrial พร้อมสิทธิประโยชน์ที่ผู้ลงทุนจะได้รับมากมาย โครงการ Land bridge คือโอกาสครั้งสำคัญ ที่จะเป็นเส้นทางเดินเรือใหม่ของโลกเป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งและเศรษฐกิจใหม่ทางทะเล ที่เป็น Transshipment การขนส่งสินค้าของภูมิภาคสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเขตเศรษฐกิจใน APEC อย่างไร้รอยต่อ และสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศไทยได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

