‘ธปท.’ จ่อคลอดแผนป้องระบบล่ม Q4-ต่อยอดพร้อมเพย์สู่ ‘พร้อมบิส’ หนุนชำระเงินภาคธุรกิจ
นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.เตรียมออกมาตรการยกระดับมาตรฐานการให้บริการระบบการชำระเงิน โดยเฉพาะมาตรฐานด้านดิจิทัลเพย์เมนต์ หรือระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกสถาบันทางการเงินปฏิบัติตาม คาดว่าจะออกภายในไตรมาส 4/2565 โดยแนวทางนโยบายจะเป็นมาตรการที่เป็นข้อกำหนดสำหรับการดำเนินงานด้านการเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อพัฒนาการให้บริการและป้องกันความเสี่ยงทางการเงินให้กับผู้บริโภคและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ทั้งนี้ จากปัญหาระบบล่มนั้น เนื่องจากระบบแบงก์มีความซับซ้อนและมีหลายระบบเชื่อมโยงกัน ในบางครั้งเมื่อแก้ปัญหาอยู่ที่จุดหนึ่ง ปัญหาก็อาจจะไปกระทบต่อระบบอื่น จึงส่งผลให้ระบบล่มเป็นเวลานาน อีกทั้งเจ้าของระบบอาจอัพเกรดเวอร์ชั่นใหม่ และระบบมีความซับซ้อนมากขึ้น จึงใช้เวลานานในการแก้ไข
นางสาวสิริธิดากล่าวว่า จากที่ระบบการเงินไทยได้มีช่องทางการให้บริการประชาชนมากขึ้น โดยผลสำรวจของ Digital 2021 Global Review Report พบว่าคนไทยทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงกิ้งเป็นอันดับ 1 ของโลก คือระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) มีจำนวนลงทะเบียน 69 ล้านเลขหมาย และมีจุดรับชำระคิวอาร์โค้ดกว่า 7 ล้านจุด นอกจากนี้ ได้สำรวจการใช้งานพร้อมเพย์จากระยะแรกมียอดการใช้งานจากจำนวน 60 ครั้งต่อคนต่อปี ปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 370 ครั้งต่อคนต่อปี จึงคาดว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะมียอดการใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 800-1,000 ครั้งต่อคนต่อปี

จากความสำเร็จดังกล่าว ธปท.ได้จัดทำทิศทางการพัฒนาระบบการชำระเงินภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทย เพื่อกำหนดแผนกลยุทธ์การพัฒนาระบบชำระเงินในระยะ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2565-2567 ดำเนินการ 3 หลักการ ประกอบด้วย 1.การเปิดกว้างให้เกิดการใช้ประโยชน์ร่วมกัน (Openness) โดยแผนงานสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งข้อมูลทางการค้าและการชำระเงินดิจิทัลของภาคธุรกิจอย่างครบวงจร โดยการสร้างระบบพร้อมบิส (PromptBiz) คาดว่าจะสามารถใช้งานได้ภายในเดือนเมษายน 2566 คาดว่าจะมีธุรกิจเข้าร่วมการใช้ระบบกว่า 1,000 ธุรกิจ เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ รวมถึงธุรกิจขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี
การยกระดับจะนำโครงสร้างพื้นฐานของมาตรฐานสากลและมาตรฐานกลางมาใช้ในระบบการชำระเงิน เช่น มาตรฐาน ISO20022 มาตรฐานการเชื่อมโยงระหว่างระบบและผู้ให้บริการ (Application Programming Interface: API) เป็นต้น การมีโครงสร้างด้านธรรมาภิบาลระบบการชำระเงินที่เหมาะสม การพัฒนาฐานข้อมูลการชำระเงินภายใต้การบูรณาการข้อมูลชำระเงินร่วมกับภาครัฐเพื่อเพิ่มประโยชน์ในการใช้ข้อมูลในวงกว้าง และ การมีหลักเกณฑ์ที่เอื้อให้เกิดการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินที่สำคัญ
2.การเข้าถึงและเข้าใจการใช้บริการชำระเงินดิจิทัล (Inclusivity) โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงบริการชำระเงินดิจิทัลได้อย่างทั่วถึงในวงกว้าง และ 3.การกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นและเท่าทัน (Resiliency) มุ่งเน้นความมีประสิทธิผลและไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบในวงกว้าง
ดังนั้น ภายใต้แผนกลยุทธ์เสริมให้ระบบการชำระเงินพร้อมเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลทั้งภาคการเงินรัฐ ธุรกิจ และประชาชน รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาบริการชำระเงินดิจิทัลของผู้ให้บริการ เพื่อให้เกิดทางเลือกที่หลากหลายแก่ผู้ใช้บริการ บนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอและการตระหนักถึงความเสี่ยง

