มาอย่างมิตร อ้างเป็นสรรพากร กดลิงก์คลิกเดียวเกลี้ยงบัญชี สูญแล้ว 2 ล้าน
กรณีเมื่อวันที่ 14 กันยายน เฟซบุ๊ก โพสต์ข้อความ เพื่อเป็น
ถัดมา เพจ สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว โพสต์แจ้งข่าวในกรณีคล้ายกัน ซึ่งเกิดขึ้นในจังหวัดตรัง ระบุว่า
นางนิส อายุ 63 ปี ชาว อ.ห้วยยอด จ.ตรัง พร้อมด้วย น.ส.นิดา อายุ 35 ปี ลูกสาว และนางสาวศิริวรรณ อายุ 36 ปี ลูกสะใภ้ นำเอกสารเข้าร้องเรียนต่อผู้สื่อข่าว หลังถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์เข้ามาอ้างเป็น ‘เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร’ แจ้งเรื่องค้างภาษี ก่อนแชตไลน์ส่งลิงก์ อ้างเป็นลิงก์เว็บกรมสรรพากรเข้ามา เพื่อให้ น.ส.นิดากดลิงก์เข้าไปตรวจสอบว่า มีการค้างภาษีหรือไม่ แต่เมื่อกดเข้าไปแล้ว โทรศัพท์ค้างขึ้นหน้าจอเป็นสีฟ้า มีโลโก้กรมสรรพากร พร้อมข้อความว่า “668325 อยู่ระหว่างการทำการตรวจสอบชื่อ-นามสกุล ห้ามใช้งานโทรศัพท์” และขณะนั้นโทรศัพท์ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก เห็นแค่ข้อความว่า เงินถูกโอนออกจากบัญชี จากธนาคารไทยพาณิชย์ จำนวน 1,458,000 บาท และจากธนาคารกรุงไทย จำนวน 10,000 บาท
สำหรับเงินที่โดนดูดไปนั้น ทั้ง 2 บัญชี ล้วนใช้แอพพลิเคชั่นของธนาคารกับโทรศัพท์ จึงรีบประสานติดต่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร และเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ทั้ง สภ.ห้วยยอด และกองปราบปรามการกระทำผิดทางเทคโนโลยี ทราบเบื้องต้นว่าเงินถูกโอนเข้าบัญชีชื่อ น.ส.สุภาพร กุลอามาตย์ ซึ่งเป็นบัญชีธนาคารยูโอบี และทางธนาคารได้ทำการอายัดบัญชีแล้ว
แต่จนขณะนี้เป็นเวลา 3 วัน ที่ทางครอบครัว ต่างเฝ้ารอเงินกลับมา แต่ยังไร้วี่แวว จึงเข้าร้องเรียนผ่านผู้สื่อข่าวไปยังผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องให้เร่งช่วยเหลือ ดูแลตรวจสอบ และลดขั้นตอนกระบวนการในการแจ้งอายัดบัญชี เพราะเมื่อกระบวนการยุ่งยาก ทำให้ไม่ทันการ พร้อมฝากเตือนพ่อแม่พี่น้องให้ระวังมิจฉาชีพที่มารูปแบบใหม่ แค่กดลิงก์เพียงเสี้ยววินาที เงินเก็บทั้งชีวิตก็โดนดูดออกจากบัญชีหายเกลี้ยงภายในพริบตา
น.ส.นิดา ไทรงาม ลูกสาว บอกว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เช้าของวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ตอนแรกมีคนโทรมาอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ซึ่งประจวบกับที่ตนเองและแม่อยู่ระหว่างการทำเรื่องเกี่ยวกับภาษีถ่ายโอนกิจการพอดี จึงเข้าใจว่ายังคงเป็นภาษีที่ค้างอยู่ ก็เลยคุยกับเขา แล้วเขาได้แจ้งชื่อจริง นามสกุลจริงของแม่มาอย่างถูกต้อง ต่อมาเขาก็ส่งลิงก์เข้ามาทาง LINE ให้กดเข้าไป ซึ่งลิงก์ที่ส่งมา เป็นลิงก์รูปของกรมสรรพากร และขึ้นเป็นหน้าเว็บของกรมสรรพากร
หลังจากนั้น แจ้งให้ตนเองเขียนชื่อ นางนิส ไทรงาม ซึ่งเป็นชื่อของแม่ ไปพร้อมกับเบอร์โทรศัพท์ แต่จากนั้นเพียงไม่กี่วินาที โทรศัพท์ก็ค้าง หน้าจอขึ้นสีฟ้า ไม่สามารถบังคับอะไรได้ หลังจากนั้นเงินก็ถูกดูดออกไปเกลี้ยงบัญชีเกือบ 1.5 ล้านบาท
เธอตั้งข้อสงสัยว่า ข้อมูลของตนเองและแม่ ได้เกิดการรั่วไหลมาจากกรมสรรพากร หรือแอพพ์ทั้ง 2 ธนาคารที่ใช้อยู่หรือไม่ อยากให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ เพราะขณะนี้ยอดเงินในบัญชีของแม่ ในธนาคารไทยพาณิชย์ เหลือเพียง 761 บาท และในธนาคารกรุงไทย เหลือเพียง 900 กว่าบาทเท่านั้น โดยเป็นเงินที่ตนเองตั้งใจจะเอาไปลงทุนเปิดร้าน แต่มาเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเสียก่อน
น.ส.นิดายังกล่าวอีกว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องมา ฝ่ายเจ้าหน้าที่ทำงานล่าช้ามาก โดยตนจะต้องไปเดินเรื่องเอง และต้องคอยส่งหนังสือต่อๆ กันไป ซึ่งเงินที่หายไป ก็คงไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่ก็ยังให้กำลังใจตัวเองว่า ขอให้เงินยังอยู่ในบัญชี อย่าโดนถอนออกไปเลย แต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยๆ ให้ได้คืนกลับมาบ้างก็ยังดี เพราะตอนนี้ไม่เหลือเลย ทั้งครอบครัว เครียดไปหมด โดยเฉพาะแม่เกือบจะมีอาการช็อก และโรคหัวใจกำเริบ ต้องรีบพาไปหาหมอรักษา
“โดยปกติ เมื่อเราเข้า Application ของธนาคาร จะต้องกดรหัสเข้าทุกครั้ง แต่นี่ตนเองไม่ได้กดรหัสผ่านอะไรเลย และไม่ได้ใส่รหัส otp อะไรเลยด้วย แต่เงินกลับหายไปได้ง่ายๆ เลย จึงอยากรู้ว่าเงินที่เราฝากไว้กับธนาคารมีความปลอดภัยแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกว่าขาดความน่าเชื่อถือไปมาก ต่อไปเมื่อขายของมาได้ คงถือเงินสดเองอย่างเดียว ไม่ฝากเข้าธนาคารอีกแล้ว เพราะกลัว ตอนนี้เดือดร้อนจริงๆ เงินเก็บทั้งชีวิตของแม่ ที่เปิดร้านเขียงขายหมูอยู่ในตลาดสดห้วยยอดมา 40 กว่าปี ตอนนี้ไปหมดเลย จึงอยากฝากเตือนทุกคนว่า ตอนนี้มิจฉาชีพมาในรูปแบบใหม่ แค่คลิกลิงก์ เงินก็สูญหายได้ เพียงไม่กี่เสี้ยววินาที” น.ส.นิดากล่าว

