นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) จำกัด หรือ DITTO เปิดเผยว่า บริษัทฯ โดยบริษัท สยาม ทีซี.เทคโนโลยี จำกัด ได้ทำการลงนามเข้าร่วมโครงการพื้นที่ปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ประจำปี 2565 จำนวน 11,445.81ไร่ กับกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งนี้ มีระยะเวลาในการดูแลรักษาป่า 30 ปี เพื่อตามเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนของประเทศไทย มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน( Carbon Neutrality)ในปี 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์( Net Zero Emission)ในปีค.ศ.2065 ตามเจตจำนงที่ประเทศไทยได้แสดงเจตนารมณ์ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในการประชุม COP26 เมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยโครงการมีเงื่อนไขว่าผู้พัฒนาโครงการในที่นี้ คือ บ.สยามทีซี.เทคโนโลยีจะได้รับการจัดสรรคาร์บอนเครดิตจากโครงการดังกล่าวในสัดส่วน ร้อยละ90 และจัดสรรให้กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 10 %
“สาเหตุที่ดิทโต้ เลือกปลูกป่าชายเลน เนื่องจากมีข้อมูลทางวิชาการที่ได้จากผลการศึกษาพบว่าป่าชายเลนสามารถดูดซับ คาร์บอน เครดิตได้ 8-10ตันต่อไร่ต่อปี ขณะเดียวกัน บริษัทเอกชนที่ส่งสินค้าออกไปยังตลาดยุโรปจะได้รับผลกระทบจากระเบียบ CBAM (Carbon Border Adjustment Machanism)ที่ทางยุโรปบังคับใช้จะส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายจากการที่ทางยุโรปเรียกเก็บภาษีการปล่อยคาร์บอน ถึงตอนนั้นเอกชนไทยต้องซื้อมาชดเชยหากลดในกระบวนการอื่นแล้วยังมีส่วนที่ปล่อยเกิน” นายฐกร กล่าว
นายฐกร กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ที่ได้รับอนุมัติ นั้น ถือเป็นการได้มาซึ่งสิทธิในการปลูกป่าและดูแลรักษาป่าชายเลนให้กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเวลา 30 ปี ฉะนั้นในพื้นที่ตรงนี้ผู้ที่ได้รับอนุมัติโครงการไม่มีสิทธิ ไปล้อมรั้วหรือไปปิดกั้นคนในชุมชน ในทางกลับกันคนในชุมชนทุกคนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ สามารถเข้ามาทำเกษตรกรรม ทำประมงพื้นบ้าน จับสัตว์น้ำได้เหมือนเดิม ทางบริษัทมีหน้าที่แค่การดูแลรักษาป่าชายเลนให้มีทัพยากรธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ทำให้ระบบนิเวศน์สมบูรณ์ขึ้นเพื่อประโยชน์ของชุมชนต่อไป
“ขณะนี้ทางบริษัทพร้อมเต็มที่ และเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีจะเป็น New S-Curve ต่อไป ประกอบกับ ดิทโต้ เองสนใจที่จะเข้าไปสู่กรีนเทคฯ อยู่แล้ว จึงได้ทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังตั้งแต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมริเริ่มนโยบายดังนั้น เราจึงพร้อมทั้งในเรื่องของเงินลงทุน บุคลากร เทคโนโลยี อันที่จริงเราได้เตรียมพร้อมสำหรับการปลูกป่า 1แสนไร่ เมื่อได้รับอนุมัติมาหมื่นกว่าไร่จึงไม่ใช่เรื่องยาก” นายฐกร กล่าว
ด้านบริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง วิเคราะห์ว่า หาก DITTO เริ่มดำเนินโครงการในปี 2566 จะใช้เวลา 3 ปีที่จะเริ่มรับรู้คาร์บอนเครดิตในปี 2569 โดยคาดเงินลงทุนเริ่มต้นในปีแรกจะอยู่ที่160-170 ล้านบาท และค่าดูแลรักษาตั้งแต่ปีที่ 2 เป็นต้นไปจะอยู่ที่ 30 ล้านบาท/ปี ตั้งแต่ปี 2569 คาด DITTO จะได้รับคาร์บอนเครดิตต่อปีอยู่ที่ 1 แสนตัน/ปี (สัดส่วน 90%) ราคาคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยยังไม่ได้มีการซื้อขายที่แพร่หลายมากนัก แต่หากอิงจากตลาดในต่างประเทศอย่างยุโรปราคาตอนนี้อยู่ที่ 70 ยูโร หรือ 2,600 บาท ปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่องจากปี 2563 ที่อยู่ระดับ 15-20 ยูโร และเคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 100 ยูโรในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา หากประเมินจากราคาที่ 70 ยูโรจะสามารถสร้างกำไรในปี 2569 ได้ 230 ล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมต้นทุนทั้งหมดที่ลงทุนไปใน 3 ปีแรก และจะสร้างกำไรอย่างต่อเนื่องไปอีก 26 ปีที่เหลือ ปัจจุบันกำไรของ DITTO อยู่ที่ 300-400 ล้านบาทต่อปี นั่นหมายความว่ากำไรจากธุรกิจคาร์บอนเครดิตจะสร้างกำไรส่วนเพิ่มได้มากกว่า 50% ต่อปีให้กับ DITTO ถึงแม้ว่าราคา Carbon credit ในตลาดไทยกับต่างประเทศยังต่างกันมาก แต่เมื่อกฏหมายมีผลบังคับใช้มากขึ้น จะยิ่งทำให้ Demand ของ Carbon credit ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ท้ายที่สุดราคาของ Carbon credit จะปรับตัวขึ้นเช่นกัน

