‘อาคม’ ชี้ รัฐบาลออกเงินกู้เพื่อใช้ช่วยเหลือประชาชน คนละครึ่ง-เราเที่ยวด้วยกัน ต้นแบบต่างประเทศ ตอบโจทย์ กระตุ้นใช้จ่าย ผลักดันสู่ศก.ดิจิทัล
เมื่อวันที่ 17 กันยายน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในรายการ คุยเรื่องบ้าน คุยเรื่องเมือง คุยทุกเรื่องกับรัฐมนตรี ว่า ใน 2 ปีที่ผ่านมา 2563-2564 ก็ยากลำบาก ทุกคนออกจากบ้านไม่ได้เพราะกลัวการระบาดของโควิด-19 เป็นเวลา 2 ปีเต็มๆ ซึ่งตั้งแต่ปี 2563 กระทรวงการคลังก็ได้มีมาตรการต่างๆ ออกมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน รวมทั้งภาคธุรกิจด้วย สิ่งสำคัญคือ ประเทศไทยมีความจำเป็น ต้องใช้เงิน ซึ่งแน่นอนว่ากระทรวงอื่นทำไม่ได้ เพราะกระทรวงการคลังมีหน้าที่หลักในการหารายได้ หาแหล่งเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้น จึงทำเหมือนกับทุกประเทศ คือการกู้เงิน โดยออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินออกมา สองรอบ รวม 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่มากเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
เงินก้อนนี้ที่เพิ่มเติมมาพิเศษ รัฐบาลก็นำมาใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงที่มีโควิดระบาด มีการปิดประเทศ ทั้งโรงงานและบริษัท ก็ต้องปิด พ่อค้าแม่ค้าก็ขายของไม่ได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องโอนเงินให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม สังเกตว่าในปี 2563 ที่มีการเยียวยา ประชาชนการมาเข้าคิวรอรับเงินสดจากรัฐบาลตามตู้เอทีเอ็ม ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลยังตั้งตัวไม่ทัน แต่ว่าตอนหลังในรอบที่เยียวยาก็ได้มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน
แอพพลิเคชั่นเป๋าตัง เกิดขึ้นมาตอนที่รัฐบาลจะทำเรื่องการโอนเงินเยียวยา มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะนั้นที่ประชาชนไม่มีรายได้ ก็โอนเงินให้ แต่ในขณะนี้คืออีกเรื่องหนึ่ง เพราะผลกระทบคือเรื่องเงินเฟ้อ น้ำมันแพงทั่วโลก เงินเฟ้อ 8 เดือนแรกของปี (มกราคม-สิงหาคม 2565) อยู่ประมาณ 6% โยอัตราเงินเฟ้อไทยถือว่าไม่ได้สูงมาก รวมทั้งปีที่ผ่านมาช่วงโควิด ทำให้ตัวเลขนั้นฐานต่ำ เลยส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปัจจุบัน ดูเพิ่มขึ้นสูงผิดปกติ ส่วนเงินเฟ้อของต่างประเทศหลายประเทศสูงมากเกิน 10%
เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำ คือการเยียวยา และการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รู้จักกันใน โครงการ ‘คนละครึ่ง’ ที่ทำมาต่อเนื่องมาถึงเฟส 5 แล้ว ซึ่งเฟส 5 ก็ยังได้รับความนิยมจากประชาชน เพราะใช้เงินง่าย และสิ่งที่ทำขึ้นอีกอย่างคือ แทนที่รัฐบาลจะให้เป็นเงินสด กลับจ่ายเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแบ่งเป็นสองกระเป๋า คือ เป๋าตัง ให้ประชาชนใช้จ่ายเอง และถุงเงิน ของร้านค้า และของโครงการคนละครึ่ง สมมุติประชาชนซื้อของ 100 บาท ก็ต้องออกเองผ่านเป๋าตัง 50 บาท และอีก 50 บาท รัฐบาลก็จะจ่ายให้ร้านค้า ผ่านถุงเงิน
ทั้งนี้ ร้านค้าในโครงการคนละครึ่งนั้น รัฐบาลได้จำกัดที่ร้านค้าที่ไม่ใช่นิติบุคคล เนื่องจากที่ผ่านมา มีเสียง เรียกร้องว่าเงินที่รัฐบาลให้ไป ไปเข้าที่ร้านสะดวกซื้อหมด ซึ่งก็เป็นธุรกิจของนายทุนใหญ่ แต่จริงแล้วรัฐบาลอยากช่วยพี่น้องประชาชน แม่ค้าในตลาดที่ขายไม่ค่อยได้ แต่เมื่อมีคนละครึ่งก็ขายดีขึ้น เพราะคนใช้สิทธิผ่านแอพพ์เป๋าตัง
“รัฐบาลต้องการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นจริงๆ ของประชาชน ไม่ต้องการให้ใช้ในสิ่งที่ฟุ่มเฟือย ดังนั้นจึงมีข้อห้ามหลายเรื่อง อย่างห้ามซื้อลอตเตอรี่ ห้ามใช้ซื้อเหล้า บุหรี่ เป็นต้น และจำกัดที่ร้านค้า ที่ไม่ใช่นิติบุคคล ดังนั้น จะใช้จ่ายที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตก็ไม่ได้”
ในช่วงสองปีที่ผ่านมา บางส่วนพักงาน รายได้ประชาชนไม่มี หรือกลับมาไม่เต็มที่ การมีโครงการคนละครึ่ง รัฐบาลก็ช่วยจ่ายครึ่งหนึ่ง ดังนั้นส่งผลให้การใช้จ่ายดีขึ้น พยุงการบริโภคของพี่น้องประชาชน เพราะว่ารายได้จากที่ทำงานนั้นหายไป นอกจากนั้น ก็ช่วยในส่วนของประกันสังคม มาตรา 33, 39 และ 40 รวมถึงอาชีพอิสระ อย่างไรก็ตาม สังเกตได้ว่า การใช้จ่ายในโครงการคนละครึ่งนั้น ไม่ใช่จ่ายครึ่งหนึ่งเท่าๆ กัน แต่ประชาชนใช้จ่าย 51% ส่วนรัฐบาลจ่ายออกมาจากมาเป็นสัดส่วน 49%
นายอาคมกล่าวต่อว่า หากเปรียบเทียบกับประเทศทั่วโลกนั้น ประเทศทั่วโลกนั้นแบ่งเป็นสองด้าน ด้านหนึ่งคือ การออกมาตรการอุดหนุนรายได้ คือเงินเดือนไม่มี รายได้หาย รัฐบาลก็เติมให้ทันที ซึ่งไทยก็ทำ ในเรื่องโครงการเยียวยา ขณะที่โครงการคนละครึ่งจะเป็นการช่วยเหลืออีกรูปแบบ คือช่วยเหลือ ค่าครองชีพบางส่วน และประชาชนก็รับภาระอีกครึ่งหนึ่ง ส่วนตัวเชื่อว่า โครงการคนละครึ่งนั้น ไม่มีประเทศไหนทำ ส่วนใหญ่ก็ต้องมาดูงานและเรียนรู้จากไทยเรา
ที่สำคัญคือ การที่ไทยหันไปใช้ดิจิทัลได้เร็ว ซึ่งเป็นความช่วยเหลือจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่พัฒนาแอพพลิเคชั่นได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นที่ถามว่าคนละครึ่งมีส่วนในการช่วยดูแลเศรษฐกิจ ก็ต้องตอบว่า มีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจ ไม่ติดลบมากจนเกินไป ถ้าเทียบกลับการที่เกิดวิกฤตในอดีต 30-40 ปีที่แล้วนั้น ในปี 2563 ที่หนักสุด เศรษฐกิจไทยติดลบเพียง 6% ส่วนในอดีตนั้นเคยติดลบถึง 12% เจอทั้งวิกฤตน้ำมัน และวิกฤตน้ำท่วม
ส่วนความประสบความสำเร็จในการใช้ดิจิทัลนั้น คือ แอพพ์เป๋าตังได้ถูกนำไปใช้งานในโครงการอื่นๆ เยอะ ทั้งโครงการสลากกินแบ่งรัฐบาล แม้กระทั่งภาคเอกชนก็ขอเข้ามาร่วมโครงการคนละครึ่งด้วย อาทิ กลุ่มฟู้ดเดลิเวอรี่ ที่เข้ามาร่วมในโครงการด้วย
นายอาคมกล่าวอีกว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยนั้นมีความชัดเจนว่าไม่ได้เป็นการฟื้นตัวแบบรูปร่างตัว ยู (U shape) แต่เป็นการฟื้นตัวแบบรูปร่างตัว เค (K shape) เพราะบางส่วนก็ดีขึ้น บางส่วนก็แย่ลง เหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่ามีเรื่องห่วงโซ่อุปทาน อย่างในปีที่ผ่านมา 2563-2564 นอกจาก การช่วยเหลือประชาชนแล้วก็ช่วยภาคธุรกิจการสำคัญเช่นกัน เพราะเรื่องการท่องเที่ยวที่ก่อนโควิดมีถึง 40 ล้านคนต่อปี ที่หายแวบไปกับตา รายได้ก็หายไปก้อนใหญ่ โรงแรมก็ปิด คนงานตกงานก็กลับไปภูมิลำเนาตนเอง ส่วนบางผู้ประกอบการก็รักษาการจ้างงาน ซึ่งรัฐบาลก็ช่วยอุดหนุนเงินไปช่วยธุรกิจโรงแรม
แต่ด้วยการดำเนินงานของรัฐบาลก็เข้มงวดเป็นบางช่วง เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ก็ผ่อนคลาย โดยเริ่มจาก ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ และขยายไปทั่วประเทศ จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายน 2564 สามารถปลดล็อกได้ทั้งหมด มีไทยแลนด์พาส และเทสต์แอนด์โก ที่เปิดรับชาวต่างชาติเข้ามา แต่บางส่วนก็ขึ้นอยู่กับประเทศต้นทาง อาทิ จีน ที่ประเทศเขาเองยังมีความเข้มงวด แต่อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นมา คนไทยก็เริ่มเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะมีโครงการเราเที่ยวด้วยกัน
เพราะที่ผ่านมาช่วงโควิด โรงแรมก็ต้องปิดชั่วคราว เพราะไม่มีคนเข้าพัก ซึ่งยิ่งทำให้โรงแรมเสื่อมโทรม ดังนั้นต้องหาคนมาเข้าพัก จึงเป็นที่มาของโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ที่รัฐบาลช่วยจ่าย 40% ของค่าห้องพัก และก็มีคูปองให้ใช้จ่าย ซื้อสินค้า และอาหารด้วย ซึ่งโครงการนี้ก็มีหลายประเทศที่มาเรียนรู้จากไทย เช่นกัน ว่าในช่วงของวิกฤตนั้น รัฐบาลไทยช่วยเหลือธุรกิจโรงแรม และท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม
อีกส่วน คือการช่วยเหลือ ภาคเอกชน ในเรื่องของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) โดยมาตรการซอฟต์โลนนั้น ออกมา 2 ครั้ง คือปี 2563 จำนวน 3 แสนล้านบาท รอบที่ 2 ในปี 2564 อีก 3 แสนล้าน เพื่อช่วยเติมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจในทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่กลุ่มโรงแรม แต่ช่วยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ด้วย ซึ่งช่วยพยุงสถานะของธุรกิจให้ดีขึ้น อย่างน้อยมีเงินจากเงินเดือนได้
ทั้งนี้ จากที่รัฐบาลได้ปลดล็อกเรื่องของไทยแลนด์พาส และเทสต์แอนด์โกแล้ว ก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามา โดยตัวเลขจากเดือนมกราคม-กันยายน 2565 ที่ยังไม่เต็มเดือน รวมทั้งสิ้นจำนวนกว่า 5 ล้านคนแล้ว ดังนั้นช่วงประมาณ 4 หลังจากนี้ ในแต่ละเดือนก็มีจำนวนเกิน 1 ล้านคนต่อเดือน ก็คาดว่าทั้งปี 2565 จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 8 ล้านคน และอาจจะถึง 10 ล้านคน และคนที่ไม่เชื่อให้ลองไปสนามบินสองแห่ง คือ สุวรรณภูมิกับดอนเมือง ว่าตอนนี้คนแน่นมาก
ในส่วนการท่องเที่ยวในประเทศนั้น ขณะนี้โครงการเราเที่ยวด้วยกันก็ยังไม่หมดเขต ซึ่งจะทำให้คนไทยเดินทางออกไปท่องเที่ยวในไทยมากขึ้น โดยจะเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อหน่อย ได้โอกาสไปพักโรงแรมหรู ในราคาที่ลดลงมา ดังนั้น คนไทยเที่ยว และเดินทางมากขึ้นส่วนหนึ่ง และก็ต่างชาติ เดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าในปีนี้ มีนักท่องเที่ยว 8-10 ล้านคน ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของ 40 ล้านคนในสถิติก่อนมีโควิด ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ทำให้คนกลับเข้าไปทำงานในโรงแรม
“เมื่อวานนี้ หรือวันที่ 16 กันยายน ผมก็มีโอกาสเดินทางไปภูเก็ต เพื่อประชุมความร่วมมือเศรษฐกิจสามฝ่ายระหว่างไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย นั้น มีชาวต่างชาติเยอะมาก ในแต่ละสายการบินก็เต็มทุกเที่ยว และเริ่มมีเครื่องบินตรงจากต่างประเทศเข้ามาถึงภูเก็ต อย่างอินเดีย ตะวันออกกลาง และนักท่องเที่ยวจากยุโรปก็มากขึ้น คาดหวังว่าสิ้นปี ตัวเลขนักท่องเที่ยวจะดีขึ้น เพราะฉะนั้นรายได้ก็จะเริ่มดีขึ้น ซึ่งรายได้ดีขึ้นก็จะส่งผลดีไปยังเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่นเรื่องหนี้ ถ้ามีวินัยการเงิน มีรายได้เพิ่มก็แบ่งมาใช้หนี้บ้าง ก็จะทำให้สถานะหนี้ดีขึ้น” นายอาคมกล่าว

