สถานการณ์โลกยังมีความผันผวนสูง และไม่มีทีท่าจะแผ่วลงเลย!!
ล่าสุดสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาที่เงินเฟ้อยังทะยานไม่หยุด กดดันธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เงินไหลเข้าจนดอลลาร์แข็ง ขณะที่ค่าเงินบาทไทยก็อ่อนยวบลงใกล้แตะ 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐเข้าไปทุกที ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ไม่มีสัญญาณสิ้นสุด ราคาน้ำมันโลกยังผันผวน คาดการณ์ราคาพลังงานช่วงปลายปี โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติราคาสูงขึ้นอีก เนื่องจากประเทศตะวันตกเข้าฤดูหนาว ต้องการใช้พลังงานมาก ขณะที่กำลังการผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม หากพลังงานกลับมาพุ่งกระฉูดอีก แน่นอนผลกระทบต่อประเทศไทยทั้งน้ำมันแพง ไฟแพง ก๊าซแพง คงยังวนเวียนไม่จบสิ้น
เพื่อบรรเทาผลกระทบในช่วงข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ รัฐบาลจึงจัดมาตรการช่วยประชาชนจากหลากหลายกระทรวง อย่างกระทรวงการคลังก็ได้ต่ออายุมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซลเช่นกัน
⦁ลดภาษีดีเซลรายได้หด 7.8 หมื่นล้าน
เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 5 บาท ออกไปอีก 2 เดือน ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน-20 พฤศจิกายน 2565 จะทำให้คลังสูญเสียรายได้การจัดเก็บงบประมาณโดยรวม 2 หมื่นล้านบาท รายได้ที่หายไปในการลดภาษีครั้งนี้ จะคิดรวมในงบประมาณปี 2566 เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2565 ซึ่งการลดภาษีดีเซลทุกๆ 1 บาทต่อลิตรจะทำให้สูญเสียรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน
จากที่เคยลดภาษีไปก่อนหน้านี้ รวม 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งแรก วันที่ 18 กุมภาพันธ์-20 พฤษภาคม 2565 ลดภาษีน้ำมันดีเซลลิตรละ 3 บาท เป็นเวลา 3 เดือน รัฐสูญรายได้ 1.8 หมื่นล้านบาท ครั้งที่ 2 วันที่ 21 พฤษภาคม-20 กรกฎาคม 2565 ลดภาษีดีเซลลิตรละ 5 บาท เป็นเวลา 2 เดือน รัฐสูญรายได้ 2 หมื่นล้านบาท และครั้งที่ 3 วันที่ 21 กรกฎาคม-20 กันยายน ลดภาษีลิตรละ 5 บาท เป็นเวลา 2 เดือน รัฐสูญรายได้อีก 2 หมื่นล้านบาท รวมแล้วรัฐสูญเสียรายได้จากการลดภาษีนี้ ในปีงบประมาณ 2565 ทั้งสิ้น 5.8 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับรอบใหม่ จะสูญเสียรายได้ 7.8 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังไม่รวมที่ ครม.เห็นชอบให้ขยายเวลาจัดเก็บภาษีสรรพสามิตอัตราศูนย์สำหรับน้ำมันดีเซล (บี0) และน้ำมันเตาที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ออกไปอีก 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2565-15 มีนาคม 2566 รัฐสูญเสียรายได้ไป 1,400 ล้านบาท ที่นับรวมไปในปีงบ 2566 เช่นกัน
⦁คลังคาดปีงบ’65 รายได้เกินเป้า 7 หมื่นล.
อย่างไรก็ตาม แม้รายได้จะหายไปจากการออกมาตรการช่วยเหลือ โดยเฉพาะด้านภาษีน้ำมัน กระทรวงการคลังยังคงคาดการณ์ว่าปีงบประมาณ 2565 จะจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมาย ตามเอกสารงบประมาณที่ตั้งไว้ 2.4 ล้านล้านบาท โดยจัดเก็บได้มากกว่าประมาณ 7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มขึ้น โดยช่วง 10 เดือนแรกปีงบ 2565 (ตุลาคม2565-กรกฎาคม 2566) กรมสรรพากรจัดเก็บรายได้1.67 ล้านล้านบาท สูงกว่าปีก่อนถึง 2.1 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยในเรื่องของการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง คาดว่าทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยไม่ต่ำกว่า10 ล้านคน
รายได้ที่คาดว่าจะเกินเป้าหมายในปีงบ 2565 วงเงิน 7 หมื่นล้านบาท ถือเป็นครั้งแรก หลังจากโควิด-19 ในปีงบ 2563 รัฐจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 3.36 แสนล้านและปีงบ 2564 จัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 3.07 แสนล้านขณะเดียวกันรายได้ปีงบ 2565 ยังมากกว่าช่วงก่อนโควิด-19 หรือปีงบ 2562 ที่จัดเก็บเกินเป้าเพียง 6,490 ล้านบาท
ล่าสุดเป้าหมายรายได้ของปีงบ 2566 ถูกกำหนดไว้ที่ 2.49 ล้านล้านบาท โดยกระทรวงการคลังจะเร่งเบิกจ่ายงบประมาณในช่วง 3 เดือนแรก (ตุลาคม-ธันวาคม 2566) โดยเฉพาะงบลงทุนเพื่อให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเกิดขึ้นช่วงไตรมาสที่ 1 (มกราคม-มีนาคม) ปี 2566 มากที่สุด จากอดีตการเบิกจ่ายมักกระจุกตัวอยู่ในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ
⦁3กรมภาษีฮึดหารายได้ปีงบ’66
ส่วนของกรมภาษีพบว่า กรมสรรพสามิตได้รับผลกระทบเรื่องรายได้มากที่สุด จึงต้องหาช่องทางเพิ่มรายได้ เพื่อทดแทนภาษีน้ำมันดีเซลที่หายไปจำนวนมาก โดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า ปีงบประมาณ 2566 กรมสรรพสามิตได้รับเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ตามเอกสารงบประมาณอยู่ที่ 5.67 แสนล้านบาท ซึ่งกรมจะเดินหน้าศึกษาการกำหนดอัตราการจัดเก็บภาษีเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ได้แก่ 1.น้ำมันไบโอเจ็ท 2.ไบไอพลาสติก 3.แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า 4.เหล้า-เบียร์ มีแอลกอฮอล์ 0% 5.บุหรี่ไฟฟ้า และ 6.ภาษีคาร์บอน โดยตั้งเป้าว่าผลการศึกษาดังกล่าวจะมีข้อสรุปชัดเจนภายในปีนี้ ส่วนจะเริ่มเก็บภาษีเมื่อใดนั้น ต้องรอเวลาการกำหนดพิกัดอัตราภาษีที่เหมาะสมก่อน
ปัจจุบันกรมสรรพสามิต จัดเก็บภาษีแบตเตอรี่ 8% หากปรับโครงสร้างภาษี แบตเตอรี่ที่นำมารีไซเคิลได้ อาจไม่เก็บภาษี เช่นเดียวกับภาษีเหล้า-เบียร์ หากมีปริมาณแอลกอฮอล์สูงเก็บภาษีสูง แต่หากไม่มีแอลกอฮอล์ หรือเบียร์-เหล้า 0% จัดเก็บภาษีต่ำ และตัวอย่าง สินค้าทำลายสิ่งแวดล้อมต้องเก็บภาษีสูง ส่วนสินค้ารักษาสิ่งแวดล้อม จะเก็บภาษีต่ำ
“หลักการที่กล่าวมาข้างต้นจะใช้หลักเดียวกันในการพิจารณาภาษีความเค็ม และความหวาน เพื่อรักษาสุขภาพของคนไทย เพราะในแต่ละปีรัฐบาลต้องจัดงบประมาณการรักษาสุขภาพของประชาชนมากกว่า 1 แสนล้านบาท” อธิบดีกรมสรรพสามิตระบุ
ด้านกรมสรรพากร ลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2566 สรรพากรได้รับเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ตามเอกสารงบประมาณอยู่ที่ 2.029 ล้านล้านบาทสูงกว่าปีงบประมาณ 2565 จำนวน 1.53 แสนล้านบาท สำหรับแผนงานเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้นั้น กรมสรรพากรอยู่ระหว่างออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับภาษีอากร ภายใต้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี ซึ่งรัฐสภาได้เห็นชอบความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินแบบอัตโนมัติแล้ว
“หลังจากกฎหมายมีผลใช้บังคับ ประเทศไทยจะเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินกับประเทศคู่สัญญาภายในเดือนกันยายน 2566 ซึ่งการที่ไทยเข้าเป็นภาคีในความตกลงนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนสำคัญในการส่งเสริมความโปร่งใสและความเป็นธรรมในระบบภาษีตามมาตรฐานสากล และทำให้เกิดความสมัครใจในการเสียภาษีมากขึ้น จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไป” อธิบดีสรรพากรกล่าว
รายงานข่าวระบุว่า กรมสรรพากรกำลังอยู่ระหว่าง การยกระดับกฎหมายขยายความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่ใช่ภาษี อาทิ ข้อมูลเงินฝาก ทรัพย์สินในต่างประเทศ กับหน่วยงานสรรพากรระหว่างประเทศ ภายใต้กลุ่มโออีซีดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ป้องกันเงินนอกกฎหมาย และที่ไหลออกไปนอกประเทศ
รวมทั้ง อยู่ระหว่างเตรียมออกกฎหมาย “ดาต้า เซ็นเตอร์” หรือการยกเว้นภาษีให้ผู้บริการ เป็นการส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค จะช่วยให้สรรพากรมีรายได้เพิ่มจากภาษีเงินได้นิติบุคคลจากผลประกอบการของผู้ประกอบธุรกิจนี้ โดยกรมสรรพากร คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติในเร็วๆ นี้
ขณะที่ พชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า เป้าหมายรายได้ของกรมศุลฯในปีงบ 2566 กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างปรับปรุงตัวเลข คาดว่าอยู่ที่ 1 แสนล้านบาทระหว่างนี้ กรมศุลฯกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ ทั้งการเชื่อมต่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ในทุกขั้นตอนของพิธีการศุลกากร ให้เป็นเรื่องเดียวกัน จะทำให้ผู้ใช้บริการมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น และส่งผลให้รายได้สม่ำเสมอ
นอกจากนี้ กรมศุลฯ จะปรับการบริหารจัดการภายใน เปิดสำนักงานใหม่ 2 แห่ง ได้แก่ สำนักงานมาบตาพุด และสำนักงานศุลการกรภาคที่ 5 เชื่อมต่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ ยกระดับภายในเพื่อรองรับรถไฟความเร็วสูง จากสำนักงานที่หนองคาย และจะแยกสำนักงานพิกัดโครงสร้างภายในของพิกัดภาษีเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่รับผิดชอบเรื่องนโยบายประเมินพิกัดภาษี และส่วนที่รับผิดชอบงานพิจารณาอุทธรณ์ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน
หลังเศรษฐกิจไทยจมดิ่งรายได้ประเทศหดหายมากว่า 2 ปี ขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว แต่จะถึงขั้นฟ้าหลังฝนเก็บภาษีทะลุเป้าถล่มทลายในปีงบประมาณ 2566 หรือไม่ต้องติดตาม!!

