‘สุพัฒนพงษ์’ เผยแผนพลิกโฉมพลังงานไทย พาไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

19.09.22 | 15:43 น.

‘สุพัฒนพงษ์’ เผยแผนพลิกโฉมพลังงานไทย พาไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ทิศทางอนาคตพลังงานไทย” ในงานสัมมนา NEW ENERGY : แผนพลังงานชาติ สู่ความยั่งยืน ว่า สำหรับแผนพลังงานของรัฐบาลนั้น จะมีการเพิ่มสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้าใหม่ ให้เป็นพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน ให้มีมากกว่า 50% ซึ่งประเทศไทยก็มีความพร้อมในทุกด้าน สามารถดำเนินการได้

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ในภาคขนส่ง ก็จะเป็นนโยบายการส่งเสริมให้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หรือนโยบายยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี ค.ศ.2030 (พ.ศ.2573) เรียกว่า 30@30 ก็เดินหน้าต่อ ซึ่งปัจจุบัน มาตรการสนับสนุนและส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี มียอดจองรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอันดับต้น ของภาคธุรกิจยานยนต์ และคาดว่าไทยน่าจะมีการจองซื้อดีที่สุดในอาเซียน โดยล่าสุด มียอดจองประมาณ 1.8 หมื่นคัน ถือเป็นความสำเร็จหนึ่งในการกระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า ด้านสถานีชาร์จไฟฟ้าก็มีการขยายตัว ทั้งในส่วนผู้ผลิตรถยนต์และผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน แม้กระทั่งภาคเอกชนก็ให้ความสนใจ ในการลงทุนธุรกิจในบริการชาร์จไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลก็มีการส่งเสริมการลงทุนด้านนี้ ทำมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน การไฟฟ้าเองได้ร่วมมือกันที่จะรวมทุกค่ายให้อยู่บนแอพพลิเคชั่นเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ารู้ว่ามีจุดบริการที่ใดบ้าง ของทุกค่ายที่ตั้งสถานีเติมประจุไฟฟ้ารถยนต์

“เชื่อว่าเพิ่มความสะดวกสบาย และมาตรการสนับสนุน จะช่วยให้นโยบาย 30@30 หรือผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 30% ของการผลิตรถยนต์ในประเทศ ในปี 2030 หรืออีก 8 ปี ข้างหน้าจะไปถึงเป้าหมายได้ และมีข้อตกลงให้บริษัทที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า จะต้องลงทุนผลิตในได้ตามสัดส่วนที่ตกลง หากทำไม่ได้ก็ต้องผลิตให้ไทยเพิ่มมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้น ยืนยันว่ามีผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างแน่นอน” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว

Advertisement

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญอีกอัน คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายและประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมได้คือ การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งภาคอุตสากรรมและที่อยู่อาศัย ต้องมีการปรับแผนลดการใช้พลังงานหรือใช้พลังงานต่อหน่วยให้คุ้มค่า โดยมีเป้าหมายต้องลดลงจากเดิม 40% ซึ่งเชื่อว่าทำได้เพราะมีเทคโนโลยีที่มีในขั้นต้น หน่วยงานรัฐบาลได้ทำการประหยัดด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อเป็นต้นแบบให้องค์กรอื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีพลังงานใหม่ที่น่าสนใจ อาทิ พลังงานไฮโดรเจนที่แยกน้ำออกมาเป็นส่วนประกอบโดยนำไฮโดรเจน สามารถมาใช้พลังงานเชื่อเพลิงได้ และออกซิเจน ก็นำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ซึ่งเรียกว่า ไฮโดรเจนสีเขียว หรือไฮโดรเจนที่ได้จากกระบวนการเดียวกับเกรย์ไฮโดรเจนแต่เพิ่มเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน เรียกว่า บลูไฮโดรเจนที่จะเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ รวมถึง ถไฮโดรเจนฟิวเซล ที่ไม่แน่ว่าในอนาคตจะเกิดขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งต่างประเทศเองก็ให้ความสนใจ และร่วมเข้ามาศึกษากับประเทศไทย และจะเป็นโอกาสของไทยที่จะพัฒนาใช้พลังงานทางเลือกเหล่านี้ได้เร็วขึ้น

นายสุพัฒนพงษ์กล่าวว่า การศึกษาและพัฒนาพลังงานทางเลือก จะเป็นภาระไหม เพราะของเก่าก็ยังอยู่ของใหม่ก็ต้องลงทุนนั้น ยืนยันว่า การศึกษาหาพลังงานใหม่นั้น จะมีโอกาสแฝงอยู่ด้วย ไม่ใช่ภาระ เพราะต้องมีการปรับตัวเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น การผลิตไฟฟ้าจากฟอสซิลในโลก ก็จะมีปริมาณน้อยลงเรื่อยๆ และมีวิธีการ และอุตสาหกรรมใหม่เกิดขึ้นมารายล้อมในระบบนิเวศ

“การที่ปูฐานไว้วันนี้ และพูดวันนี้ แม้จะใช้เวลาพัฒนาจนสำเร็จนาน 20 ปีนั้น มันไม่ใช่เป็นเพียงการกลับไปสู่สภาพเดิม แต่มันยังสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เป็นอุตสาหกรรมของคนรุ่นใหม่ ยุคใหม่ ที่ได้มีส่วนร่วม และเป็นการดึงดูดนักลงทุนรุ่นใหม่เข้ามาในไทยด้วย เพราะเป็นเรื่องที่มนุษยชาติต้องคิด ต้องทำ เพื่อให้เกิดสิ่งๆ ใหม่ในอนาคต และภายในระยะเวลาไม่นาน เรื่องพลังงานทางเลือกใหม่เหมือนจะรอได้ แต่ในวันนี้หลายประเทศก็พัฒนาเทคโนโลยีเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับการที่จะเปลี่ยนไปสู่การเป็นการทางคาร์บอนในอีกไม่นาน” นายสุพัฒนพงษ์กล่าว