มุมมองค่าเงินบาท จากภาคธุรกิจเอกชน

23.09.22 | 10:00 น.
มุมมองค่าเงินบาท จากภาคธุรกิจเอกชน

มุมมองค่าเงินบาท
จากภาคธุรกิจเอกชน

หมายเหตุ – มุมมองจากภาคธุรกิจต่อเรื่องที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กำชับในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา ให้กระทรวงการคลังหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เร่งดูแลค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนค่ากว่า 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ


สนั่น อังอุบลกุล
ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

จากที่ได้ติดตามค่าเงินบาทจนถึงปัจจุบัน เห็นได้ว่าค่าเงินบาทไทยยังคงไม่อ่อนเกินไป หากเทียบกับกับหลายๆ สกุล หรือแม้แต่เทียบกับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง เนื่องจากปัจจัยหลายอย่างไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะสถานการณ์ตอนนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีท่าทีเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยจากนี้ถึงปีหน้า 2566 อาจสูงถึง 4.5% เพื่อสกัดเงินเฟ้อปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวทางออกมารับมือดังกล่าว ถึงแม้ภาคการนำเข้า รวมถึงการน้ำมันจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่อ่อนค่าระดับนี้น่าจะอยู่ในช่วงสั้น ขณะเดียวกันภาคส่งออก ภาคเกษตร และภาคการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวเฉลี่ยเดือนละ 1.5 ล้านคนหลังจากเปิดประเทศ ไทยจะได้รับอานิสงส์ที่ดีจากสถานการณ์นี้ จึงเชื่อว่าการคาดการณ์อัตราการขยายตัวของจีดีพีไทย ยังคงเดินหน้าเติบโตได้ 2.75-3.5% ตามที่ภาคเอกชนผ่าน กกร. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ประกอบด้วย สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสถาบันธนาคารไทย) คาดการณ์ไว้

ส่วนค่าเงินบาทที่เหมาะสมนั้น ปัจจุบันควรอยู่ในระดับ 35-36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะเป็นระดับที่ดีต่อการส่งออก และไม่ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าเพิ่มมากเกินไป เป็นประเด็นสำคัญของภาคเอกชน อยากให้ ธปท.เน้นการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทในระยะยาว

Advertisement

หอการค้าไทยมีข้อเสนอต่อภาครัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นคงหลังจากนี้ คือ 1.การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาท ให้เอื้อต่อภาคการค้าทั้งนำเข้า-ส่งออก 2.ไทยยังคงมีค่าครองชีพสูง จึงควรเข้ามาดูแลเรื่องการลดค่าครองชีพประชาชน เพื่อให้การใช้จ่ายในประเทศยังสามารถเดินหน้าไปได้ 3.ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ เพิ่มเติม เสริมการท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงการส่งเสริมให้สินค้าเกษตรมีตลาดใหม่ๆ 4.การส่งเสริมสินเชื่อสภาพคล่องดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงมาตรการต่างๆ เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้ภาคธุรกิจยังคงเป็นกำลังสำคัญในการเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2565

ขณะเดียวกันรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ อยากให้เร่งมือลดอุปสรรคและเพิ่มขีดความสามารถในหลายด้าน อาทิ ภาคท่องเที่ยว เอกชนประเมินว่านักท่องเที่ยวชาวจีนมาจากประเทศจีนโดยตรง น่าจะกลับมาเที่ยวไทยอีกครั้ง หลังจากการประชุมใหญ่สมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 วันที่ 16 ตุลาคมนี้ผ่านพ้นไปแล้ว และไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรง จากนั้นเชื่อว่ารัฐบาลจีนจะเปิดประเทศ ให้ชาวจีนเดินทางออกนอกประเทศเพื่อท่องเที่ยว เชื่อว่าจะมีจำนวนมาก เชื่อว่าประเทศหลักเป้าหมายปลายทางคือประเทศไทย ดังนั้นกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้องเตรียมพร้อมทั้งออกมาตรการหรือโครงการจูงใจกระตุ้นท่องเที่ยวไทย รวมถึงลดปัญหาที่มีอยู่ โดยเฉพาะเรื่องหาตั๋วเดินทาง ตอนนี้ค่อนข้างยาก จำนวนเที่ยวบินยังไม่ฟื้นเท่าเดิม ดังนั้นรัฐควรเพิ่มเที่ยวบิน เร่งช่วยเหลือการฟื้นตัวของธุรกิจที่เกี่ยวข้องการท่องเที่ยว โดยเฉพาะโรงแรมหรือธุรกิจซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องภาคบริการและท่องเที่ยว ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน

อีกโอกาสหลังจากนี้คือ ภาคอสังหาริมทรัพย์น่าเป็นโอกาสของการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วได้ หากรัฐปรับหรือเพิ่มเงื่อนไขให้ต่างชาติเข้ามาซื้อหรือพักในไทยเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาฯ อีกส่วนเตรียมรับมือเศรษฐกิจโลกชะลอตัวในปี 2566 อาจกลับมาเป็นดีเปรสชั่นในรอบ 15 ปี ดังนั้นประเทศใดดึงเงินทุนต่างชาติก่อนย่อมได้เปรียบ แค่ผ่านกำลังซื้อต่างชาติเข้าอสังหาฯ ก็จะสร้างเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจได้มหาศาล ตอนนี้หลายประเทศสนใจเข้ามาดูมาซื้อที่พักนอกประเทศ อย่างอาคารชุดหรือคอนโดมิเนียมมากขึ้น เพราะราคาในบ้านเรายังต่ำ เมื่อเทียบคุณภาพ ความทันสมัยของแต่ละโครงการ อีกทั้งครบเรื่องโครงสร้างพื้นฐานรองรับผู้อยู่อาศัย ก็น่าจะเป็นโอกาสดี จะกระตุ้นกำลังซื้อจากคนฮ่องกง จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านเรา

อีกส่วนต้องสนับสนุนคือ การสร้างจำนวนกลุ่มธุรกิจสตาร์ตอัพ ตอนนี้ในไทยน้อยมากแค่ 1 พันราย ถ้าเพิ่มจำนวนให้มากขึ้น ไม่แค่สร้างธุรกิจหน้าใหม่ แต่เป็นการเพิ่มการจ้างงานและปูพื้นเศรษฐกิจทันสมัยในอนาคต อยากให้รัฐเพิ่มสัดส่วนหรือหลักเกณฑ์จูงใจนักธุรกิจ และกำลังซื้อภายนอกให้เข้าไทยมากขึ้น แบบต่อเนื่อง 2-3 ปี ไม่แค่ทำมาตรการ
สั้นๆ ก็หายไป อย่างอสังหาฯดีขึ้น ย่อมส่งผลถึงรายได้และการจ้างงานในธุรกิจก่อสร้างและสินค้าที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ฝากรัฐบาลไปหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรให้ทุนนอกเข้าในไทย

คงยืนยันได้อีกครั้งว่า เศรษฐกิจไม่น่าจะแย่ถึงขั้นเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเหมือนในอดีต เรามีบทเรียนและรู้จักเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เพียงแต่จะทำอย่างไร ให้เป็นแต้มต่อกระตุ้นนักลงทุนหรือต่างชาติสนใจเข้าไทย ควบคู่กับทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอดหรือมีกำลังในการทำธุรกิจให้ไปต่อ เร็วๆ นี้ หอการค้าจะเข้าไปแลกเปลี่ยนและให้ข้อมูลกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ถึงสภาพทางเศรษฐกิจและสภาพทางธุรกิจ ในภาวะเผชิญกับเศรษฐกิจโลกยังเปราะบาง กังวลว่าปี 2566 ยังไม่ดีนัก เพื่อสภาพัฒน์ และรัฐบาล นำไปประกอบการออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ที่มีจำนวนสูงขึ้นอยู่ในขณะนี้

เกรียงไกร เธียรนุกุล
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3-3.25% เป็นเรื่องปกติ เพราะไม่สามารถควบคุมอัตราเงินเฟ้อในประเทศได้ แม้ใช้ยาแรงด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง จึงต้องใช้ยาแรงสกัดเงินเฟ้ออีกรอบหนึ่ง จึงเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าไปแตะ 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มอาจทะลุไปแตะ 38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ หากรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่มีมาตรการรองรับที่เพียงพอ

เมื่อบาทอ่อนค่าสิ่งที่จะตามมาคือราคาการนำเข้าพลังงานทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ต้องปรับเพิ่มขึ้นตามการอ่อนค่าของเงินบาท จากปัจจุบันไทยนำเข้าน้ำมัน 900,000 บาร์เรลต่อวัน รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตสินค้า เน้นจำหน่ายในประเทศจะต้องปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สุดท้ายต้องปรับราคาจำหน่ายหน้าโรงงานตามต้นทุนเพิ่มขึ้น ส่วนจะปรับขึ้นเท่าใด อาทิ ปรับขึ้นอีก 10-30% หรืออาจปรับขึ้นไม่ถึงในจำนวนดังกล่าว หรืออาจตรึงราคาได้อีกระยะหนึ่ง เพราะกำลังซื้อในประเทศซบเซา สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อไทยพุ่งทะยานขึ้นเป็นลูกโซ่ตามไปด้วย

สำหรับต้นทุนราคาพลังงานสูงขึ้น โดยเฉพาะแอลเอ็นจีเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ อาจทำให้เห็นค่าไฟฟ้าสูงเกิน 4.72 บาทต่อหน่วยจากปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เงินบาทอ่อนค่า แม้ส่งผลดีต่อการส่งออกของภาคอุตสาหกรรมเน้นการส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยว หากเป็นเช่นนี้เราอาจได้เห็นทั้งปีนี้ มียอดนักท่องเที่ยวเข้าในไทยใน 10 ล้านคน ตามเป้าหมายที่วางไว้

ส่วนมุมมองภาคเอกชน ต้องการให้ ธปท.และกระทรวงการคลังร่วมกันหาจุดสมดุลของค่าบาทที่เหมาะสมว่าควรอยู่ในระดับใด เพื่อดูแลคนได้ประโยชน์และเสียผลประโยชน์จากสถานการณ์ขณะนี้ โดยเฉพาะการที่ธนาคารพาณิชย์คงทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม เพื่อเป็นตัวหน่วงให้ภาวะเศรษฐกิจในประเทศเกิดความสมดุล ส่วนจะขึ้นดอกเบี้ยเท่าใดจึงจะเหมาะสมคงตอบไม่ได้ ส่วนกรณีมีคนต้องการเห็นค่าเงิน 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เรื่องนี้ทุกคนมีสิทธิเสนอมุมมอง ส่วนจะเป็นไปได้หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจะต้องรีบมีข้อสรุปหรือหาตัวนายกรัฐมนตรีตัวจริงเสียงจริงให้เร็วที่สุด เพื่อมาบัญชาการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ชัยชาญ เจริญสุข
ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)

การที่ค่าเงินบาทอ่อนอยู่ที่ 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ยังไม่เหนือความคาดหมายและยังส่งผลดีกับภาคการส่งออก สินค้ายังได้รับผลดีอย่างต่อเนื่องคือภาคการเกษตร โดยเฉพาะการส่งออกข้าว ขณะที่สินค้าประเภทอาหารที่มีความเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ต้องรีบโกยยอดขายในช่วงนี้ ก่อนค่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่า

พร้อมทั้ง ต้องติดตามการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังจากเพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ไป แต่คาดว่าจะปรับขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสหรัฐ และเป็นผลให้ค่าเงินสหรัฐแข็งค่า เป็นผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอีก เพราะฉะนั้นจากนี้เป็นต้นไป ต้องรีบเร่งโกยรายได้จากภาคการส่งออก เนื่องจากปัญหาก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการส่งออกต้องเผชิญคือ เรื่องตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน หรือปัญหาเรื่องค่าระวางเรือ ปัจจุบันแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด และไม่เป็นปัจจัยลบที่สำคัญแล้ว ส่วนค่าระวางเรือแม้จะไม่ได้ปรับตัวต่ำมาก แต่อยู่ระดับที่ผู้ส่งออกรับได้แล้ว

แม้ไทยยังไม่มีปัจจัยใดกระทบต่อภาคการส่งออก แต่ไม่ควรประมาทกับปัจจัยลบนอกประเทศ อาทิ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของยุโรป จีน รวมถึงต้องติดตามการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในอนาคตด้วย อีกหนึ่งปัญหาต้องจับตาใกล้ชิดคือ ปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) คาดว่าจะขาดแคลนระยะยาว จากเดิมคาดว่าปี 2566 จะคลี่คลายปัจจัยนี้ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์ของไทยชะลอตัวลงอย่างมาก หรือปัจจุบันติดลบ 8-9%

แต่การนำเข้าวัตถุดิบหรือการนำเข้าสินค้าเข้าไทยช่วงนี้ ค่าเงินบาทอ่อนค่าถึง 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็นผลลบกับการนำเข้าอย่างยิ่ง ฉะนั้นผู้นำเข้าวัตถุดิบจะต้องรอดูจังหวะ โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนให้ดี ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบกับต้นทุน และราคาสินค้าระยะยาวได้

จรรยา สว่างจิตร
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.โอเวอร์ซีส์ สตีล จำกัด (มหาชน)
ผู้ค้าเหล็ก

สถานการณ์เงินบาทอ่อนค่าในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อเหล็กใช้ก่อสร้าง ต้องนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงกว่าเหล็กผลิตในประเทศ ตอนนี้ราคาต่างกันอยู่ประมาณ 1,000-2,000 บาทต่อตัน หรือประมาณ 1-2 บาทต่อกิโลกรัม แม้ว่าราคาเหล็กจะปรับตัวลดลงมาบ้างแล้ว อยู่ที่ 22-24 บาทต่อ กก. จากเมื่อต้นปี 2565 หลังเกิดสงครามรัสเซียกับยูเครน ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาเหล็กปรับขึ้นมาเกิน 30 บาทต่อกิโลกรัม

ปัจจุบันบริษัทจะซื้อเหล็กจากโรงงานในประเทศเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม หากมียอดสั่งซื้อจากลูกค้าจะสั่งซื้อจากบริษัทตัวแทนนำเข้า หากมีออเดอร์เข้ามา เช่น ซื้อจากจีน บริษัทจะเจรจาต่อรองกับลูกค้าให้รับส่วนขาดทุนจากค่าเงินบาทอ่อนเอง ลูกค้าเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ส่วนใหญ่เป็นงานโครงการของรัฐบาลจะยอมรับข้อเสนอนี้ เนื่องจากสามารถขอชดเชยค่าเคจากภาครัฐได้ ขณะที่บริษัทจะให้เครดิตเทอมลูกค้าไม่มากประมาณ 4-6 เดือนเท่านั้น เพราะในทางธุรกิจตัวเราเองก็ต้องเซฟตัวเองด้วยภายใต้สถานการณ์แบบนี้

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทนั้น ทางรัฐบาลต้องให้ทางธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) เข้ามาดูแลไม่ให้ผันผวนมากกว่านี้ หรือให้อยู่ในระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อให้การลงทุนและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเดินหน้าต่อไปได้ จากสถานการณ์ค่าเงินบาทตอนนี้เกิน 37 บาทต่อดอลลาร์ ถือว่าจะไม่เกิดเหตุซ้ำรอยวิกฤตเมื่อปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้งจะเกิดจากการลดค่าเงินบาทแต่อย่างใด เพราะวิกฤตเมื่อปี 2540 คนทั้งประเทศเดือดร้อนตั้งแต่ระดับบนถึงระดับล่าง ขณะที่วิกฤตตอนนี้มีเฉพาะกลุ่มระดับกลางและระดับล่างเดือดร้อน ส่วนระดับบนยังอยู่ได้ ไม่ได้รับผลกระทบ

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม
กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)

สถานการณ์เงินบาทอ่อนขณะนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากนัก เนื่องจากการก่อสร้างมากกว่า 90% ใช้วัสดุผลิตภายในประเทศเป็นหลัก นำเข้าเพียงแค่เหล็ก ขณะนี้ราคาเหล็กเริ่มปรับตัวลดลงบ้างแล้ว ดังนั้นโดยภาพรวมจึงไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้างที่อยู่อาศัยมากโดยเฉลี่ยไม่น่าจะถึง 1%

อย่างไรก็ตาม อาจส่งผลกระทบกรณีบริษัทต้องกู้เงินจากต่างประเทศมาลงทุน แต่ส่วนใหญ่ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะกู้เงินในประเทศเป็นหลักและซื้อของเป็นเงินบาทอยู่แล้ว ในทางกลับกัน เมื่อเงินบาทอ่อนค่าจะส่งดีต่อกำลังซื้อตลาดต่างชาติ เนื่องจากจะทำให้ต่างชาติมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยได้ถูกลง
แต่ขณะนี้เรายังไม่เห็นสัญญาณชัดเจนขนาดนั้น เนื่องจากจีนเป็นลูกค้าหลักในด้านการท่องเที่ยวยังไม่เปิดประเทศ