นายภาวี โพธิ์ยี่ รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ 2565( กรกฎาคม-กันยายน 2565) sacit ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายงานศิลปหัตถกรรมไทย เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ช่างฝีมือและผู้ประกอบการด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ทั้งในเชิงคุณค่าและมูลค่า ผ่านกิจกรรมสำคัญ ๆ ได้แก่ งานอัตลักษณ์แห่งสยาม และงาน Crafts Bangkok 2022 , งาน sacit เพลินคราฟต์ และงาน sacit craft fair 2022 โดยมียอดขายและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคงานศิลปหัตถกรรมไทยรวม 218 ล้านบาท แยกเป็น ยอดจำหน่ายในงานอัตลักษณ์แห่งสยาม และงาน Crafts Bangkok 2022 รวม 157 ล้านบาท ,งาน sacit เพลินคราฟต์ รวม 30,731,768 บาท และงาน sacit craft fair 2022 รวม 30,674,103 บาท
ซึ่งเป็นการผลักดันงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถผลักดันและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตงานศิลปหัตถกรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และผู้ประกอบการงานศิลปหัตถกรรมไทยได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง จากการจัดงานที่ผ่านมา ยังสะท้อนได้ว่าประชาชนทุกช่วงวัยหันมาให้การตอบรับงานศิลปหัตถกรรมเพิ่มมากขึ้น ดูจากจำนวนผู้เข้าชมงานแต่ละครั้ง ไม่ต่ำกว่า 30,000 ราย และยังส่งเสริมสนับสนุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาอีกด้วย ตลอดจนเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายที่ให้เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อได้อย่างสะดวก ด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ ชื่อ sacit shop Application หรือเว็บไซต์ sacitshop.com
ทั้งนี้ sacit คงมุ่งอนุรักษ์ รักษาคุณค่าภูมิปัญญา ทักษะฝีมือและองค์ความรู้เชิงช่างที่อยู่ในตัวบุคคลไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา และส่งต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการช่วยกันอนุรักษ์ รักษา สืบสาน ผ่านกิจกรรมเฟ้นหาผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทยที่ดำเนินงานมาทุกปี โดยนำมาเชิดชูเป็นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ปัจจุบันรวบรวมแล้วกว่า 434 ราย โดยนำบุคคลเหล่านี้มาเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของตลาดและสอดคล้องกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยยังคงคุณค่าใน ภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมา แต่ปรับรูปแบบและวิธีการนำเสนอให้สอดคล้องกับตลาดในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสร้างวัฒนธรรมในงานศิลปหัตถกรรมไทยไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเร่งส่งเสริมและพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างสร้างสรรค์ ที่สอดคล้องกับนโยบาย Creative Economy ของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสร้างผู้ประกอบการให้มีศักยภาพ มีความสามารถ แข่งขันในตลาดสากล จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทย ด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเน้นพัฒนาอย่างสมดุล และยั่งยืนบนพื้นฐานความได้เปรียบของประเทศ ทั้งในด้านความหลากหลายของวัฒนธรรม และภูมิปัญญาด้านงานศิลปหัตถกรรมที่สามารถนำมาต่อยอดในเชิงสร้างสรรค์ได้
ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์ กำหนดแนวนโยบาย Soft Power ให้ไทยไปผงาดอยู่ในเวทีโลกโดยอาศัย จุดแข็งของประเทศ อาทิ ความโดดเด่นทางศิลปวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของวิถีชีวิตและความเป็นไทยด้านต่างๆ ซึ่ง sacit ขานรับแนวนโยบายและขับเคลื่อนภารกิจที่ครอบคลุมในการสร้างวัฒนธรรมงานศิลปหัตถกรรมไทยให้แก่สังคมไทย เพื่อมุ่งสร้างค่านิยมใช้ผลิตภัณฑ์งานศิลปหัตถกรรมให้แพร่หลาย ผ่านการสร้างสิ่งแวดล้อมด้านงานศิลปหัตถกรรมไทย และการเสริมสร้าง Soft Power ด้านงานศิลปหัตถกรรมไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับ มีเป้าหมายสื่อสารและสร้างค่านิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นผู้สืบสานส่งต่อความเป็นไทย โดยเฉพาะในกลุ่มคน Gen Y วัย 25 – 40 ปี ซึ่งมีบทบาทและอิทธิพลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ดังนั้น ในอนาคต sacit จึงมีแนวทางในการดำเนินงานสร้างวัฒนธรรมการใช้ศิลปหัตถกรรมไทย ในกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดความรัก หวงแหน และร่วมภาคภูมิใจ ปลุกกระแสความนิยมใน งานศิลปหัตถกรรมไทย ผ่านกิจกรรมความบันเทิง และบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพล เช่น แร็ปเปอร์สาวชื่อดังของไทย ผ่านกิจกรรม Friend of sacit ที่สามารถเชื่อมต่อกับพฤติกรรมของผู้บริโภคและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยการสร้างคอนเท้นต์ สอดแทรกองค์ความรู้และภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมไทย อาทิ การจัดงาน Craft Festival , การใช้สื่อโซเชี่ยลมีเดียเป็นช่องทางไปยังคนรุ่นใหม่ เช่น แพลตฟอร์ม Tiktok , Facebook , Instagram เพื่อสร้างให้กลุ่มคนรุ่นใหม่เกิดทัศนคติที่ดี เกิดความภาคภูมิใจในงานศิลปหัตถกรรมไทยซึ่งเป็นภูมิปัญญาและรากฐานสำคัญอันเป็นอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งค่านิยมและวัฒนธรรมงานศิลปหัตถกรรมเหล่านี้ จะถูกส่งต่อสร้างกระแสออกไปในผู้คนในสังคมได้เพื่อให้เกิดเครือข่ายงานศิลปหัตถกรรมไทยขนาดใหญ่ต่อไป

