สาง ‘หนี้ครัวเรือน-กลุ่มเปราะบาง’ กู้ ‘ระเบิดเวลา’ สกัดเศรษฐกิจเครื่องดับ

26.09.22 | 09:17 น.
สาง‘หนี้ครัวเรือน-กลุ่มเปราะบาง’ กู้‘ระเบิดเวลา’สกัดเศรษฐกิจเครื่องดับ

สาง‘หนี้ครัวเรือน-กลุ่มเปราะบาง’ กู้‘ระเบิดเวลา’สกัดเศรษฐกิจเครื่องดับ

เสียงหนุนมากกว่าเสียงต้าน กับการยกเลิก พ.ร.บ.ฉุกเฉิน และส่งผลให้ศูนย์ ศบค.ยุติลงด้วย หลังจากการระบาดโควิด-19 ในประเทศไทยคลายตัว ตัวเลขการระบาดกลับมาพีครอบใหม่ มีโอกาสเป็นศูนย์แล้ว สะท้อนจากตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวัน หลายพันคนเหลือแค่หลักร้อยเท่านั้น จากนี้ก็เข้าไปอยู่ในระบบการดูแลของกระทรวงสาธาณสุข และเชื่อว่าภาคสมัครใจของประชาชนต่อการระมัดระวังตนเองยังทำต่อเนื่อง ทั้งใส่หน้ากากอนามัย หมั่นตรวจเอทีเคด้วยตัวเอง หากป่วยก็จะไม่มีอาการอะไรที่รุนแรงและสามารถรักษาเองที่บ้านได้ ซึ่งจะมีผลต่อภาพรวมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จะกลับมาเป็นปกติได้เต็ม 100% ในเร็วๆ นี้ ถือว่าประเทศไทยและเศรษฐกิจเข้าสู่การฟื้นตัวแล้ว

⦁เศรษฐกิจฟื้นแบบกระจุกตัว
จากเสียงสะท้อนทั้งเอกชนและนักวิชาการ ระบุเหมือนกันว่า แม้เศรษฐกิจไทยในภาพรวม จะพูดได้เต็มปากมากขึ้นว่าอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว แต่ก็เป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงเป็นการฟื้นแบบกระจุกตัวด้วย เหมือนอาการฝนตกไม่ทั่วฟ้า ก็จะยังเห็นภาพ บางอุตสาหกรรมสามารถไปต่อได้ โดยเฉพาะภาคการส่งออก ภาคการท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ต่างคาดหวังว่าจะสามารถฟื้นตัวได้ช่วงที่เหลือของปี 2565 มากขึ้น เป็นแรงส่งที่มีศักยภาพดันต่อถึงปี 2566

ขณะที่มีบางธุรกิจที่ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ก็มีอีกมาก โดยเฉพาะธุรกิจภาคการบริโภคในประเทศ รวมถึงผลกระทบสะสมจากโควิดที่เกิดมาเกือบ 3 ปียังคงอยู่ เป็นบาดแผลต้องใส่ยาและเฝ้าดูไม่ให้เกิดการอักเสบ เมื่อแผลลึกคงต้องใช้เวลานานและลากยาวจนถึงปีหน้า ดังนั้นในช่วงรอยต่อนี้ จะทำให้กำลังซื้อยังฟื้นกลับมาไม่เต็มที่รายได้ไม่อาจกลับมาเป็นปกติเท่าช่วง 2 ปีก่อน ผนวกกับต้นทุนพื้นฐานสูงขึ้นจากหลายปัจจัย จนเกิดเงินเฟ้อพุ่ง ดันค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น ที่ผ่านมาจะพบว่า ที่ไม่เคยเป็นหนี้ ก็ต้องเป็นหนี้ ที่เป็นหนี้เดิมก็มีหนี้เพิ่ม สะท้อนได้จากตัวเลขภาวะเป็นหนี้บุคคล และหนี้ภาคธุรกิจ ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มหนี้ครัวเรือนและกลุ่มเปราะบาง ที่อยู่ในตะกร้าหนี้มีสัดส่วนค่อนข้างมาก และที่ว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวก็เป็นเพียงบางส่วน มักเรียกว่า รวยกระจุกจนกระจาย

อีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลกังวล จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำหนดเป็นนโยบายให้ปี 2565 เป็นปีแห่งการแก้ไขหนี้

Advertisement

⦁หนี้ครัวเรือน-กลุ่มเปราะบางพุ่ง
สำรวจสถานการณ์หนี้สินครัวเรือนไทย ไตรมาสแรก 2565 พบว่า มีมูลค่าอยู่ที่ 14.65 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.6% หรือคิดเป็นสัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพีที่ 89.2% โดยสินเชื่อส่วนบุคคล, สินเชื่อบัตรเครดิต ขยายตัวสูงขึ้น สะท้อนว่าครัวเรือนไทย ยังมีปัญหาขาดสภาพคล่อง และมีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะมีการก่อหนี้เพิ่ม โดยความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังคงทรงตัว สัดส่วนหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) หรือหนี้เสีย เพื่อการอุปโภคบริโภคต่อสินเชื่อรวม อยู่ที่ 2.78% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน ที่มีสัดส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.73% แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังหนี้เสียของสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต เพราะมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้น รวมถึงสินเชื่อเพื่อยานยนต์ ซึ่งมีสัดส่วนสินเชื่อค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน ต่อสินเชื่อรวมสูงถึง 12.5%

เมื่อภาพรวมเรื่องหนี้ครัวเรือนของประชาชน กลายเป็นประเด็นสำคัญที่สร้างความกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยและความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ผ่านการออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง มีความครอบคลุม และเป็นระบบ โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้รายย่อย ผ่านการจัดงาน “มหกรรมร่วมใจแก้หนี้ มีหนี้ต้องแก้ไข เริ่มต้นใหม่อย่างยั่งยืน” โดยการบูรณาการการทำงานร่วมกันของกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันทางการเงินต่างๆ จะเริ่มเปิดตัวในวันที่ 26 กันยายน หลังจากเพิ่งผ่านพ้นมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งในแผนหลังจากมหกรรมแก้หนี้ผ่านไป ก็จะเข้าสู่มาตรการปลดล็อกกลุ่มเปราะบาง ซึ่งภาครัฐดึงภาคเอกชน เข้าหารือในเร็วๆ นี้

⦁รัฐรวมพลังเร่งแก้วิกฤตหนี้
เรื่องแนวทางแก้ปัญหาหนี้นั้น ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า การดูแลเรื่องหนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เป็นเรื่องที่ทำอยู่แล้ว ซึ่งการแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน จะต้องดำเนินการในส่วนของการปรับโครงสร้างหนี้รายบุคคล ที่ขณะนี้มาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชนจากภาครัฐก็ยังมีอยู่ และช่วยได้ในเบื้องต้นทำให้เห็นว่า หนี้ครัวเรือนแม้มีอัตราเพิ่มขึ้น แต่เป็นอัตราเพิ่มขึ้นที่มีการชะลอตัวลง เพราะจีดีพีขยับขึ้นมาเล็กน้อย ทำให้สัดส่วนลดลงตาม โดยมีตัวที่ต้องดูอย่างใกล้ชิดคือ หนี้เสียของสินเชื่อส่วนบุคคลอื่น บัตรเครดิต และยานยนต์ เพราะมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้น นอกนั้นอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ซึ่งการที่หนี้กลุ่มดังกล่าวปรับขึ้นมาเกิดจากหลายปัจจัยมากอาทิ ความจำเป็นของครัวเรือนที่ต้องใช้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นการก่อหนี้เพื่อการบริโภคต่างๆ

“เป้าหมายคือ การพยายามปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของครัวเรือนเพื่อช่วยให้สามารถมีกำลังการใช้จ่ายอยู่ได้ต่อไป โดยยืนยันว่าการเข้ามาดูแลภาวะหนี้ครัวเรือน และกลุ่มเปราะบางมากขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว โดยการเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนก็มีผลดีต่อระบบเศรษฐกิจด้วย แม้การแก้ไขปัญหาตรงนี้คงไม่สามารถแก้ไขแบบพลิกฝ่ามือทันทีได้ เพราะจะเสียวินัยทางการเงินการคลัง และทำให้บุคคลเสียวินัยทางการเงินด้วย ทำให้โครงการปรับโครงสร้างหนี้จึงต้องมี และเป็นความสมัครใจของลูกหนี้ด้วยในการเข้ามาร่วมโปรแกรม”

ดนุชาย้ำว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า หนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้นมาเป็นเพราะวิกฤตโควิดกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้คนมีรายได้ไม่เพียงพอ และขาดรายได้ในการใช้จ่ายประจำวัน ทำให้ต้องสร้างหนี้ขึ้นเพื่อนำมาใช้จ่าย ทั้งหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ ทำให้เราต้องช่วยกันแก้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากหนี้ครัวเรือนถือเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ กระทบทำให้คนมีกำลังการใช้จ่ายลดลง และมีความไม่มั่นคงในชีวิต ส่วนปัญหาหนี้นอกระบบ ขณะนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ก็มีการเฝ้าดูอยู่ตลอด ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีติดตามและแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

⦁นักวิชาการหนุนมาถูกทาง
ด้าน นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ มองว่า ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว แต่รายได้ยังไม่ได้กลับไปดีเท่าเดิม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีความเสี่ยงของรายได้ไม่เพิ่มขึ้น และน้อยลงกว่าช่วงปี 2562 ก่อนเกิดโควิด ทำให้ความสามารถในการใช้จ่ายเงินยังไม่ฟื้นตัวขึ้นมา แต่หากประเมินในด้านค่าครองชีพพบว่า ปรับตัวขึ้นเกือบทั้งหมด ตามภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ก็เป็นผลกระทบจากโควิด ทำให้คนหมุนเงินไม่ทัน ต้องกู้หนี้ยืมสินมา จนเกิดภาวะครัวเรือนมีหนี้เพิ่มขึ้น ทั้งที่รายได้ของครัวเรือนลดลง แต่ยังมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มอีก จึงเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลใจมาก

ที่ผ่านมาก็มีมาตรการจากรัฐบาลในการช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน และลดความรุนแรงของการเป็นหนี้เพิ่มขึ้น อาทิ มาตรการอุดหนุนภาคเกษตรต่างๆ การปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้น รวมถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่พยายามเจาะจงช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยแบบตรงจุด แต่ถามว่าช่วยได้มากน้อยเท่าใด ก็เป็นเพียงการช่วยประคองสถานการณ์บางส่วนเท่านั้น

การเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของภาครัฐ มองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเศรษฐกิจไทยในตอนนี้แม้มีการฟื้นตัว แต่ก็เป็นการฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียมกัน โดยปี 2566 ประเมินว่าจีดีพีจะเติบโตสูงกว่าปี 2562 แล้ว แต่เป็นการฟื้นตัวของบางอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ยังมีบางภาคส่วนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่การการฟื้นตัวยังไม่กลับมา ทำให้ความเสี่ยงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มฐานราก ที่หมุนเงินไม่ทัน มีภาระหนี้สินสูงแบบเรื้อรัง หรือหนี้นอกระบบ ที่จะได้รับผลกระทบสูงมากทั้งในตอนนี้และอนาคตต่อไป ทำให้การที่รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนตอนนี้ สอดคล้องกับความเห็นของภาควิชาการ ที่อยากเห็นภาครัฐมีการปรับเปลี่ยนมาเน้นแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะจุดมากขึ้น ทั้งในตอนนี้และต่อเนื่องจนถึงปีหน้าด้วย

จากข้อมูลข้างต้น หากรวมกับวงในยืนยันว่า ก้อนหนี้เสียคงค้างก่อนเกิดโควิดมีถึง 2-3 หมื่นล้านบาทยังลบไม่หมด ก็น่าห่วงว่าช่วงโควิดก้อนหนี้เสียจะเพิ่มอีกเท่าตัว ในช่วงเกิดโควิด 2 ปีที่ผ่านมา รัฐผลักดันปล่อยกู้รายย่อยไม่น้อยกว่า 2-3 แสนล้าน ก็จะอยู่ว่ารอดหรือดับในปี 2566 ไม่แปลกเลยที่ก่อนรัฐบาลเปลี่ยนมือ “การแก้หนี้” จึงถูกหยิบยกขึ้นเป็นวาระชาติ