นายธนากร คุปตจิตต์ ที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ประกอบการสถานบันเทิง ธุรกิจกลางคืน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง กำลังรอดูมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 27 กันยายนนี้ ที่จะมีการพิจารณายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และยุบ ศบค. รวมถึงแนวทางด้านสาธารณสุขจากนี้ เพื่อจะได้รู้ถึงแนวทางปฏิบัติอะไรทำได้อะไรยังทำไม่ได้ ทั้งนี้ ข้อดีการยกเลิกประกาศตาม พ.ร.บ.ฉุกเฉิน ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และความรู้สึกที่ดีต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนปกติ แต่ก็อยากให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้ในการทบทวนและยกเลิกไปพร้อมกันด้วย ตามที่ผู้ประกอบการเคยนำเสนอไว้
โดยเฉพาะการยกเลิกข้อห้ามให้จำหน่ายสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. การกำหนดโซนนิ่งการกินดื่ม อีกทั้งขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงกลางคืนถึงตี 4 (04.00 น.) โดยนำร่องพื้นที่ท่องเที่ยว 8 จังหวัดก่อน ซึ่งการยกเลิกไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพียงยกเลิกประกาศหรือกฎระเบียบเดิมเท่านั้น ไม่ต้องมีการผ่านสภาพิจารณา และไม่มีส่วนใดกระทบต่อรายได้รัฐ
นายธนากรกล่าวว่า อีกเรื่องคือ ผู้ประกอบการให้ความสนใจการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข ประเด็นยุทธศาสตร์แผนปฏิบัติฯด้านสาธารณสุข หลังจากที่มีเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินและ ศบค. โดยเอกชนเน้นยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านบริหารจัดการ กฎหมาย สังคม และเศรษฐกิจ ที่ประกอบด้วย การปรับปรุง พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 การบูรณาการความร่วมมือระดับจังหวัดเพื่อเฝ้าระวังควบคุมโรค ภายใต้ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ การมีส่วนร่วมในระดับจังหวัด กทม./อำเภอ เมื่อเกิดพื้นที่ระบาดในจังหวัด
นายธนากรกล่าวว่า เรื่องนี้อยากให้เอกชนทุกภาคส่วนที่มีเข้าไปมีส่วนร่วม ในการกำหนดหรือวางแนวทางหากเกิดปัญหา ไม่ใช่เหมือน ศบค.ที่ผ่านมา ที่อาจมองในเรื่องป้องกันระบาดแต่กระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจ ถือเป็นอีกเรื่องที่ผู้ประกอบการกังวลไม่อยากให้ซ้ำรอยเดิม
“ผู้ประกอบการไม่อยากเห็นแค่ยกเลิก แต่ต้องการให้เตรียมพร้อมและแข่งขันได้มากขึ้น เฉพาะหน้านี้คือจูงใจให้ต่างชาติมาเที่ยวไทย เนื่องจากท่องเที่ยวสร้างมูลค่าต่อปีไม่น้อยกว่า 1.2 ล้านล้านบาทในปีนี้ พบว่า ตอนนี้ทุกประเทศแย่งชิงนักท่องเที่ยว พยายามสร้างบรรยากาศในประเทศเพื่อดึงดูดต่างชาติ เช่น ขยายเวลาอายุวีซ่า ฟรีค่าวีซ่า หรือยกเลิกวีซ่า รวมถึงยกเลิกระเบียบล้าสมัยหรือกำจัดเวลากินดื่ม ซึ่งต่างชาติเห็นเป็นเรื่องปกติในการกินดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ในช่วงบ่ายถึงดึก หากย้อนดูตัวเลขหลังไทยประกาศเปิดประเทศเพียง 1 เดือน ตามตัวเลขของกระทรวงท่องเที่ยวฯ ระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มต่อเนื่อง และสร้างรายได้เพิ่มเกือบ 1 แสนล้านบาท เมื่อเทียบยอดสะสมที่เพิ่มจากเดือนสิงหาคมกับกันยายน และมีตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมแล้ว 5.2 ล้านคน หาก 3 เดือนที่เหลือปลดล็อกตามที่ผู้ประกอบการเสนอ ทั้งปีนี้เชื่อว่าต่างชาติมาไทยถึง 10 ล้านคน ได้ตามเป้าหมายรัฐบาลแน่นอน และยอดใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นต่อเดือนก็น่าจะสูงกว่า 1 แสนล้านบาทด้วย” นายธนากรกล่าว

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า สมาพันธ์เห็นด้วยกับการยุบ ศบค. และยกเลิก พรก.ฉุกเฉิน ที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่จะต้องขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว เพื่อกระตุ้นเครื่องยนต์ภาคการท่องเที่ยว การค้า การลงทุนให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น สร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้กับนักท่องเที่ยว และนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
นายแสงชัยกล่าวว่า แต่มีข้อเสนอแนะและห่วงใย คือ 1.แผนระบบการเฝ้าระวัง ควบคุมโรคและบริหารความเสี่ยงการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ 2.การดูแลรักษาผู้ติดโควิด และดูแลสุขภาพประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ระหว่างการรักษาและมีอาการหนัก และกลุ่มที่มีอาการหนักภายหลังการประกาศยกเลิกให้ได้รับการรักษาอย่างดีทั่วถึง
3.การจัดการระบบการเข้าถึงวัคซีน ATK ที่มีคุณภาพ และไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายกับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง 4.ถอดบทเรียนการพัฒนาอุตสาหกรรมนวัตกรรมการแพทย์ ทั้งเครื่องมือ อุปกรณ์ ชีววัตถุ และวัคซีน เป็นต้น ที่ต้องส่งเสริมสนับสนุนหน่วยงานรัฐ และภาคเอกชนในประเทศพึ่งพาการผลิต ลดการนำเข้า เพื่อการใช้ในประเทศ และสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ด้วยอีกทางหนึ่ง เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคม

