สรรพสามิตเร่งเบิก 2,900 ล้าน โปะส่วนลดอีวี 8 ค่ายรถเฮ! ต่อคิวรับเงิน 500 คันแรก จองเริ่มแผ่ว-ลุ้น 3 ค่ายปลุกตลาดคึก
นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต ในฐานะโฆษกกรมสรรพสามิต เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี ผ่านส่วนลดสูงสุด 1.5 แสนบาทต่อคัน ว่าหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณ จำนวนประมาณ 2.9 พันล้านบาท เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อให้กรมนำไปอุดหนุนผู้ซื้อรถอีวีตามนโยบายดังกล่าว ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างรอการเบิกจ่ายเงินงบประมาณดังกล่าว คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้ราวสัปดาห์หน้า
“หลังจากกรมได้รับเงินงบประมาณดังกล่าวแล้ว จะจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมมาตรการทันที ขณะนี้มียอดที่รอการจ่ายเงินอุดหนุน จำนวนประมาณ 500 คัน ซึ่งเป็นรถที่มีการจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว และมีรถอีวีที่เตรียมจะจดทะเบียนอีกประมาณ 1.7 พันคัน เมื่อมีการจดทะเบียนเรียบร้อยแล้ว กรมก็จะดำเนินการจ่ายเงินอุดหนุนให้ทันที” นายณัฐกรกล่าว
8 ค่ายรถเฮ! ต่อคิวรับเงิน 500 คันแรก
ปัจจุบันยอดจองรถอีวีในปัจจุบันยังอยู่ที่ประมาณกว่า 1 หมื่นคัน โดยส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ที่เข้าร่วมมาตรการกับภาครัฐ อย่างไรก็ดี จะเห็นว่ายอดจองรถอีวีดังกล่าวไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเหมือนกับช่วงแรกที่เปิดโครงการ หรือในช่วงมอเตอร์โชว์ แต่เชื่อว่ายอดจะเพิ่มขึ้นหลังจากที่มีค่ายรถยนต์อื่นเข้าร่วมมาตรการ ทั้งนี้ ปัจจุบันมีค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 8 ค่าย แบ่งเป็น รถยนต์ 6 ค่าย และรถมอเตอร์ไซค์ 2 ค่าย และคาดว่าเร็วๆ นี้จะมีค่ายรถยนต์เข้าร่วมโครงการอีกประมาณ 2-3 ค่าย
โดยรัฐบาลมอบงบประมาณให้กรมบริหารในโครงการสนับสนุนรถอีวีในปีแรก 2.9 พันล้านบาท ฉะนั้น คาดว่างบประมาณในปีแรกเพียงพออยู่แล้ว ยกตัวอย่าง ตอนนี้ยอดจองรถประมาณ 1 หมื่นคัน เฉลี่ยงบต่อคันที่ 1.5 แสนบาท ก็ประมาณ 150 ล้านบาทเท่านั้น ถือว่ายังมีช่องทางขยายได้อีกมา อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้รัฐบาลก็ได้มอบหมายให้กรมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ไปหารือเกี่ยวกับงบประมาณในอีก 3 ปีถัดไป หรือนับตั้งแต่ปี 2566-2568 ซึ่งนโยบายเบื้องต้นให้ตั้งงบประมาณไว้ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท
เปิด 3 เกณฑ์ส่วนลดสูงสุด 1.5 แสนบาทต่อคัน
เงื่อนไขการร่วมโครงการ มีดังนี้ 1.กรณีรถยนต์นั่ง หรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภทบีอีวี ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท แบ่งเป็น สำหรับรถยนต์นั่ง หรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่มีขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 10 กิโลวัตต์ชั่วโมง แต่น้อยกว่า 30 กิโลวัตต์ชั่วโมง จำนวนเงินอุดหนุน 7 หมื่นบาทต่อคัน ส่วนรถยนต์นั่ง หรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่มีขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป จำนวนเงินอุดหนุน 1.5 แสนบาทต่อคัน
2.กรณีรถยนต์กระบะประเภทบีอีวี ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 2 ล้านบาท เฉพาะรถยนต์กระบะที่ผลิตในประเทศและมีขนาดความจุของแบตเตอรี่ตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป (เฉพาะรถยนต์กระบะที่ผลิตในประเทศเท่านั้น) จำนวนเงินอุดหนุน 1.5 แสนบาทต่อคัน และ 3.กรณีรถจักรยานยนต์ประเภทบีอีวี ที่มีราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 1.5 แสนบาท จำนวนเงินอุดหนุน 1.8 หมื่นบาทต่อคัน
ขณะที่ผู้ขอรับสิทธิเพื่อขอรับเงินอุดหนุนตามมาตรการจะต้องดำเนินการ ต้องเป็นบุคคลตามประกาศกรมสรรพสามิตกำหนด เช่น ผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่มีโรงงานอุตสาหกรรม ผู้นำเข้าที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการและต้องเข้ามาทำข้อตกลงร่วมกับกรมสรรพสามิต เพื่อรับทราบและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่กรมสรรพสามิตกำหนด และยอมรับบทลงโทษหากไม่สามารถดำเนินการได้
ค่ายรถเบี้ยวไม่ผลิตอีวีโดนเรียกเงินคืน+ดอก 7.5%/ปี
โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องยื่นขอรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าฯ สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าของตนเองเป็นรายรุ่น เพื่อให้กรมสรรพสามิตพิจารณาโครงสร้างราคาขายปลีกแนะนำก่อนและหลังรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าฯ เพื่อให้ราคาขายปลีกแนะนำสำหรับยานยนต์รุ่นดังกล่าวสะท้อนถึงส่วนลดต่างๆ ที่ภาครัฐมอบให้ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งนำส่งรวบรวมเอกสารหลักฐานการจำหน่ายและการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้า ให้กรมสรรพสามิตเป็นรายไตรมาส เพื่อให้กรมสรรพสามิตดำเนินการพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินอุดหนุนต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบกิจการไม่ดำเนินการผลิตรถยนต์นั่ง รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน หรือรถจักรยานยนต์ แล้วแต่กรณี เพื่อชดเชยการนำเข้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตจะเรียกคืนเงินอุดหนุนดังกล่าวจากผู้ได้รับเงินอุดหนุนเป็นรายคันตามจำนวนที่ไม่สามารถดำเนินการผลิตชดเชยได้ พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี โดยไม่คิดทบต้น และจะบังคับตามหนังสือสัญญาค้ำประกันโดยธนาคารที่วางไว้

