“เน็ตประชารัฐ” เป็นโครงการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2559 มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านของประเทศไทย และมีการแต่งตั้ง คณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณากำหนดพื้นที่เป้าหมายภายใต้การดำเนินโครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และได้กำหนดหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล (Zone C) และเป็นพื้นที่เป้าหมาย 40,432 หมู่บ้าน
ถัดมา ครม.มีมติมอบหมายให้กระทรวงดีอีเอสขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุม 24,700 หมู่บ้าน โดยใช้เงินงบประมาณปี 2559 และขอความร่วมมือให้ กสทช.ดำเนินการในหมู่บ้านส่วนที่เหลือเพิ่มเติมอีกจำนวน 15,732 หมู่บ้าน และพื้นที่ชายขอบ (Zone C+) 3,920 หมู่บ้าน โดยใช้งบประมาณจาก กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือกองทุนยูโซ่ ของ กสทช.
สำหรับ “โครงข่ายเน็ตประชารัฐ” เป็นโครงข่ายที่ลงทุนโดยรัฐบาล ซึ่งเปิดให้ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. เชื่อมต่อโครงข่ายไปให้บริการแก่ครัวเรือน โดยทำข้อตกลงกับกระทรวงดีอีเอส ไม่คิดค่าใช้โครงข่าย ทั้งนี้ ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Switch โครงข่ายเน็ตประชารัฐ โดยผู้ขอใช้ Open Access Network เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ ในจุด A (เป็นจุดเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตกับผู้ให้บริการรายอื่น) และ จุด B (เป็นการเชื่อม Drop Optic จาก SDP ของเน็ตประชารัฐไปยังบ้านเรือนประชาชน)
ขณะเดียวกัน ครม.ได้มอบหมายให้กระทรวงดีอีเอสดำเนินการจัดให้มีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสง ไปยังหมู่บ้านเป้าหมายที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ซึ่งไม่ศักยภาพในเชิงพาณิชย์และยังไม่มีบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง จำนวน 24,700 หมู่บ้านเป้าหมาย พร้อมทั้งจัดให้มีจุดให้บริการอินเตอร์เน็ตแบบไร้สายสาธารณะประจำหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 จุด โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายกับผู้ใช้บริการที่ระดับความเร็วไม่ต่ำกว่า 30/10 เมกะบิต (ดาวน์โหลด/อัพโหลด)
กระทั่ง “เน็ตประชารัฐ” ได้รับเข้าร่วมประกวด WSIS Prize 2019 จัดโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) องค์กรของสหประชาชาติ และได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศและการสื่อสารจากจำนวน 284 โครงการทั่วโลกที่เข้าประกวด
จากนั้นกระทรวงดีอีเอสได้มอบหมายให้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที ในปัจจุบัน ดำเนินการขยายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง รวมทั้งปรับปรุงโครงข่ายที่เป็นเทคโนโลยีแบบเก่าให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยเคเบิลใยแก้วนำแสง (ไฟเบอร์ออปติก) ไปยังโรงเรียน และโรงพยาบาลของรัฐที่ยังไม่มีโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และขยายความจุอินเตอร์เน็ตให้กับโรงพยาบาล เพื่อรองรับการตรวจรักษาทางไกล (เทเลเมดิซีน) จำนวนทั้งสิ้น 1,671 แห่ง (โรงเรียน 1,187 แห่ง และ รพ. 484 แห่ง) โดยจะไม่ดำเนินการทับซ้อนกับพื้นที่ที่สำนักงาน กสทช. รับผิดชอบอยู่
โดยเงื่อนไขในการใช้งาน ประกอบด้วย 1.ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตโครงการเน็ตประชารัฐ Thailand Wi-Fi by MDES สามารถใช้งานผ่านระบบ Wi-Fi เท่านั้น 2.อุปกรณ์กระจายสัญญาณ Access Point (AP) ของโครงการ จะกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ต ผ่านคลื่นความถี่ 2 คลื่น คือ คลื่นความถี่ 2.4 และ 5 กิกะเฮิรตซ์
3.ผู้ใช้งานผ่านคลื่นความถี่ 5 กิกะเฮิรตซ์ จะได้ใช้งานอินเตอร์เน็ต ความเร็วถึง 100/50 เมกะบิต (ดาวน์โหลด/อัพโหลด) ในระยะห่างจาก AP ไม่เกิน 25 เมตร และผู้ใช้งานผ่านคลื่นความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ จะได้ใช้งานอินเตอร์เน็ต ความเร็วไม่เกิน 60 เมกะบิต ในระยะห่างจาก AP ไม่เกิน 27 เมตร (แม้ว่าจะเพิ่มความเร็ว เป็น 100/50 เมกะบิต)
และ 4.จากข้อมูลการใช้งานอินเตอร์เน็ตไร้สาย โครงการเน็ตประชารัฐ มีสถิติผู้ใช้งานบนอุปกรณ์ผ่านคลื่นความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ ประมาณ 90% ของผู้ใช้บริการทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้งานจำนวนดังกล่าว จะใช้งานอินเตอร์เน็ตที่ความเร็วไม่ถึง 100/500 เมกะบิต (ดาวน์โหลด/อัพโหลด)
ทั้งนี้ จากการใช้งานอินเตอร์เน็ตของโครงการเน็ตประชารัฐที่เพิ่มขึ้น โดยในปัจจุบันมีจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าใช้งานทั้งหมด 7,818,288 ราย นอกจากยอดการลงทะเบียนเข้าใช้งานอินเตอร์เน็ตไร้สายของโครงการแล้ว ยอดการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “เครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ” ยังพุ่งสูงถึง 2 แสนครั้ง เพื่อตอบสนองการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กระทรวงดีอีเอสจึงได้ปรับเพิ่มความเร็วอินเตอร์เน็ตเป็นไม่ต่ำกว่าเป็น 100/50 เมกะบิต (ดาวน์โหลด/อัพโหลด) การติดตั้งอุปกรณ์กระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้ให้ชาวบ้านในหมู่บ้านพิจารณาความเหมาะสม เข้าถึงง่าย และเดินทางสะดวก เช่น ศาลาประชาคมหมู่บ้าน ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน (โดยไม่มีการก่อสร้างอาคาร/ศูนย์ให้บริการอินเตอร์เน็ต) เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตของโครงการได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการใช้งานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง สร้างความยั่งยืนทางด้านการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การค้าขาย สื่อสังคมออนไลน์ และบริการจากทางภาครัฐอย่างเท่าเทียม
ขณะที่ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอส เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอวาระเข้าที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เพื่อของบประมาณสำหรับจ่ายค่าบำรุงรักษาโครงการเน็ตประชารัฐ ค้างจ่ายหนี้ให้กับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที ตั้งแต่ปี 2561 เป็นจำนวนเงินกว่า 4,000 ล้านบาท แต่หลังจากเจรจาไกล่เกลี่ยลดเหลือ 3,600 ล้านบาท
“รัฐบาลดำเนินการมาถูกทางแล้ว เพราะโครงสร้างพื้นฐานอินเตอร์เน็ตเป็นปัจจัยสำคัญในสนับสนุนการซื้อขายสินค้าบริการ และธุรกรรมการเงินด้านอื่นๆ โดยปัจจุบันโครงการเน็ตประชารัฐเข้าถึง 74,965 หมู่บ้านเกือบ 100% มีความเร็วของอินเตอร์เน็ตทั้งบรอดแบนด์ไฟเบอร์ 4G และ 5G ตรงตามวัตุประสงค์ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” นายชัยวุฒิกล่าว
นายชัยวุฒิกล่าวว่า การกำหนดหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล (Zone C) และเป็นพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 40,432 หมู่บ้าน ตามโครงการเน็ตประชารัฐของกระทรวงดีอี งบประมาณ 13,000 ล้านบาท จำนวน 24,700 หมู่บ้าน ตกจุดละกว่า 5 แสนบาท สำหรับค่าบำรุงรักษาให้ใช้งานได้เพียง 6 เดือน ดังนั้น จึงจะหารือกับบอร์ดดีอีเพื่อขอนุมัติงบสำหรับอนาคตด้วย ซึ่งจากการใช้งานที่ผ่านมาคำนวณแล้วว่า ต้องใช้ค่าบำรุงรักษาเฉลี่ยปีละ 1,000 ล้านบาท เพื่อให้โครงการเน็ตประชารัฐสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่อง จะต้องหารือกับบอร์ดดีอีเพื่อของบมาชำระหนี้ส่วนนี้ เพราะสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ระบุว่า ไม่เข้าข่ายที่จะเบิกงบของยูโซ่มาจ่ายได้
“ปัจจุบันคนไทยใช้งานมือถือมากกว่า 95 ล้านเลขหมาย แซงหน้าจำนวนประชากรทั้งประเทศไปแล้ว และกว่า 77% เข้าถึงอินเตอร์เน็ต ขณะที่สถานะด้านดิจิทัลของไทยติดอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งสิ่งที่จะเร่งผลักดันถัดไป คือการขับเคลื่อนดิจิทัลไอดี ที่ช่วยให้การยืนยันตัวตนทางออนไลน์ทำได้ง่ายสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย
“โดยกำลังคุยกับกระทรวงมหาดไทยจัดทำระบบยืนยันตัวตนผ่านการสแกนใบหน้าตั้งใจจะทำให้เสร็จภายในปีนี้” นายชัยวุฒิกล่าวทิ้งท้าย

