‘อุตุฯ’ ส่ง SMS เตือน 14 จว.เสี่ยงภัยระวังพายุโนรู ยอมรับไร้งบ ชง ‘กสทช.’ ขอกองทุนยูโซ่ช่วย
เมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่กรมอุตุนิยมวิทยา น.ส.ชมภารี ชมภูรัตน์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา พร้อมด้วย นางสาวชลาลัย แจ่มผล ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ และคณะทำงานจัดทำข้อความแจ้งเตือนภัยธรรมชาติผ่านระบบเอสเอ็มเอสประชุมออนไลน์ หารือร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ประกอบด้วย บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือเอ็นที, บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (ดีทีเอ็น) ในเครือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จํากัด (มหาชน) หรือเอไอเอส

น.ส.ชมภารี กล่าวว่า การแจ้งเตือนพายุไต้ฝุ่นโนรูผ่านระบบเอสเอ็มเอส เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา ไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย 14 จังหวัด ได้แก่ จ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี จ.ยโสธร จ.ศรีสะเกษ จ.มุกดาหาร จ.ร้อยเอ็ด จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ จ.มหาสารคาม จ.นครราชสีมา จ.ชัยภูมิ จ.ขอนแก่น จ.ปราจีนบุรี และ จ.นครนายก ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเป็นอย่างมากจากประชาชนผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ที่ประชุมจึงได้หารือถึงแนวทางการดำเนินการร่วมกันในระยะต่อไป
รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดในบันทึกความเข้าใจฉบับต่อไปให้เป็นปัจจุบันและสอดคล้องกับการดำเนินการจริง ตลอดจนประมาณการค่าใช้จ่ายจากโอเปอรเรเตอร์แต่ละราย เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการขอรับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุนยูโซ่) ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เนื่องจากเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของ กสทช. เพื่อให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม อันจะเป็นประโยชน์ในการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการโทรคมนาคม ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น


“ปัจจุบันโอเปอเรเตอร์ คิดค่าบริการ 3 บาทต่อ 1 เอสเอ็มเอส จึงขอโอเปอเรเตอร์ปรับลดค่าบริการลงเหลือ 50 สตางต์ โดยเป็นการส่งข้อความแบบเบราว์ หรือการส่งข้อความแบบครั้งละมากๆ แทน แต่ด้วยกรมอุตุนิยมวิทยามีงบประมาณอย่างจำกัด จึงจะขอรับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนยูโซ่ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคมพื้นฐานอย่างทั่วถึง โดยจะจัดทำแผนเพื่อเสนอที่ประชุม กสทช. เพื่อเห็นชอบต่อไป” น.ส.ชมภารี กล่าว

น.ส.ชมภารี กล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 2563-2564 โอเปอเรเตอร์ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังประชาชนแล้ว จำนวน 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 16 ตุลาคม 2563 พายุโซเดล ครั้งที่ 2 วันที่ 26 ตุลาคม 2563 พายุโมลาเบ และครั้งที่ 3 วันที่ 24 กรกฎาคม 2564 พายุเตี้ยนหมู่ ซึ่งการแจ้งเตือนพายุไต้ฝุ่นโนรู เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2565 เป็นการแจ้งเตือนครั้งที่ 4 นับตั้งแต่มีการลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับแรก โดยมีสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นสักขีพยาน เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2563 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ
“การแจ้งเตือนภัยพิบัติ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่กรมอุตุนิยมวิทยาให้ความสำคัญ และเพื่อให้มีความต่อเนื่องชัดเจนในการดำเนินการเรื่องนี้ จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยด่วน เพื่อเร่งรัดให้การแจ้งเตือนภัยพิบัติในกรณีฉุกเฉินเช่นนี้ สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ และรวดเร็วฉับไว ทันท่วงที ให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้รับข้อมูลและเตรียมรับมือกับภัยได้” น.ส.ชมภารี กล่าว

ขณะที่ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้สั่งการให้โอเปอเรเตอร์ทุกราย ดูแลโครงข่ายสื่อสารให้พร้อมรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะการดูแลป้องกันสถานีฐานไม่ให้เกิดความเสียหาย เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งกำชับให้เตรียมเจ้าหน้าที่สำหรับแก้ไขกรณีพบโครงข่ายหรือสัญญาณให้บริการขัดข้อง และให้รายงานให้สำนักงานฯ ทราบด้วย
นอกจากนั้น ยังได้สั่งการให้ศูนย์สายลม สำนักงาน กสทช. ภาคและเขต ติดตามข้อมูลรายงานสถานการณ์ต่างๆ เตรียมพร้อมทุกขณะในการรับมือกับสถานการณ์ พร้อมประสานงานกรณีเกิดภัยพิบัติ หรือเกิดเหตุฉุกเฉิน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือและให้ความร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ และขอให้เครือข่ายนักวิทยุสมัครเล่นทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมเครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ให้สามารถประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเวลา เพื่อพร้อมสนับสนุนใช้เป็นโครงข่ายสื่อสารสำรองให้กับหน่วยงานภาครัฐกรณีที่โครงข่ายสื่อสารหลักล่ม
“การสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในกรณีเกิดภัยพิบัติ สำนักงานได้สั่งการให้โอเปอเรเตอร์ทุกรายดูแลโครงข่าย ดูแลคุณภาพสัญญาณการให้บริการ และเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงได้ขอให้เครือข่ายนักวิทยุสมัครเล่นทั่วประเทศ ติดตามข่าวสถานการณ์และเตรียมอุปกรณ์สื่อสารเพื่อพร้อมเป็นโครงข่ายสื่อสารสำรองด้วย” นายไตรรัตน์ กล่าว

