นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557 ถึงปัจจุบัน กกพ.ได้ดำเนินงานตามแผนงานดูแลกิจการพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญ กำกับกิจการพลังงานอย่างโปร่งใสเป็นธรรมและตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการยกเลิกระบบส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้า (แอดเดอร์) เป็นระบบส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้าตามต้นทุนแท้จริง (เอฟไอที) ให้กับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (ยกเว้นพลังงานแสงอาทิตย์) ที่มีการปรับไปก่อนหน้านี้ตามนโยบายของรัฐที่ต้องการสร้างแรงจูงใจ ตื่นตัวในการลงทุนจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กและผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก โดยการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ล่าสุดข้อมูลเดือนตุลาคม 2559 มีการรับซื้อแล้วจำนวน 9,175 เมกะวัตต์ (7,216 โครงการ) จากเป้าหมายการรับซื้อทั้งหมดจำนวน 16,778 เมกะวัตต์ ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ.2558-2579 (เออีดีพี) ไม่รวมพลังน้ำขนาดใหญ่ และคงเหลืออีก จำนวน 7,603 เมกะวัตต์ ที่จะเปิดให้มีการลงทุนต่อไป
สำหรับโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน อาทิ โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร ระยะที่ 1 ซึ่งมีผู้ผ่านการคัดเลือก จำนวน 67 โครงการ รวม 281.32 เมกะวัตต์ ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (พีพีเอ) กับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟภ.และ กฟน.) ไปแล้วรวม 65 โครงการ และมียกเลิกตอบรับซื้อไฟฟ้า 2 โครงการ โดยทั้ง 65 โครงการ อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าและใบอนุญาตอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง กกพ.ได้เร่งรัดการออกใบอนุญาตฯอยู่ในขณะนี้ เพื่อให้สามารถดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้ทันภายในกำหนดเดือนธันวาคม 2559 โครงการรับซื้อไฟฟ้าเอฟไอที (ไม่รวมโครงการพลังงานแสงอาทิตย์) ระยะที่ 1 สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อ.จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี) ประเภทชีวภาพ ผู้ได้รับการคัดเลือก 1 โครงการ ขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 2.0 เมกะวัตต์ พีพีเอแล้วเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 อยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าและใบอนุญาตอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ภายในเดือนธันวาคม 2561
“กกพ.ได้เร่งรัดให้ผู้ได้รับคัดเลือกเร่งดำเนินการตามกระบวนการให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อไม่ให้กระทบกับวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ และเกิดการลงทุนในประเทศ” นายวีระพลกล่าว

