‘ไทยเบฟ’​ โชว์ 9 เดือน โกยรายได้กว่า 2.07 แสนล้าน เตรียมงบลงทุนปี’66 กว่า 8 พันล้าน บูมธุรกิจอีวี

28.09.22 | 10:13 น.

‘ไทยเบฟ’​ โชว์ 9 เดือน โกยรายได้กว่า 2.07 แสนล้าน พร้อมเตรียมงบลงทุนปี’66 กว่า 8 พันล้าน บูมธุรกิจอีวี

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานแถลงข่าวกลุ่มไทยเบฟ ประจำปี 2565 ว่าแม้ต้องเผชิญกับความท้าทายจากโควิด-19 แต่บริษัทยังมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ที่ผ่านมาประเทศไทยและเวียดนามซึ่งเป็นตลาดหลักทั้งสองแห่งของเราได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 ซึ่งรวมถึงข้อจำกัดด้านการเดินทางระหว่างประเทศและมาตรการทางสังคม นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้ผู้บริโภคกลับมารับประทานอาหารภายในร้านได้ตามเดิม ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ รวมทั้งการบริโภคกลับมาฟื้นตัว โดยปัจจัยดังกล่าวช่วยให้รายได้และกำไรของกลุ่มเติบโตขึ้น

นายฐาปนกล่าวอีกว่า จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้รายได้จากการขายในช่วง 9 เดือนแรกของกลุ่มเพิ่มขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว หรือคิดเป็นรายได้ 207,922 ล้านบาท ซึ่งถือว่ารายได้จากการขายในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 ที่สูงกว่าตัวเลขในช่วงเดียวกันของ 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2562-2564) แสดงให้เห็นว่าอุปสงค์ของตลาดกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและการบริหารตราสินค้าของเราประสบความสำเร็จ กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายตัดบัญชี (อีบิทด้า) เพิ่มขึ้น 6.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เป็น 39,110 ล้านบาท อีกทั้งภาพรวมสถานะการเงินของกลุ่มยังแข็งแกร่ง มีเสถียรภาพของกระแสเงินสดอิสระที่ดี และมีความพยายามลดหนี้ลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ตั้งเป้าจะใช้งบลงทุนในโครงการเดิมและโครงการใหม่ๆ ประมาณ 5-8 พันล้านบาท อาทิ การเปิดให้บริการสถานีชาร์ตรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) รองรับเทรนด์พลังงานทดแทนในรูปแบบคอมมูนิตี้มอลล์ที่รวบรวมธุรกิจร้านอาหารในเครือเข้าไปเปิดให้บริการควบคู่ไปด้วย คาดว่าจะเริ่มเห็นในปี 2566

“แม้ว่าเรายังต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ จากภาวะเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น จนอาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคในครัวเรือน แต่บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าบริหารต้นทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้กลุ่มมีความพร้อมรับมือกับแรงกดดันเหล่านี้ และด้วยรากฐานอันมั่นคงของไทยเบฟ เชื่อมั่นว่าจะสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคงและหนักแน่น แม้ช่วงเวลาอันเลวร้ายที่สุดจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่เราจะไม่นิ่งนอนใจ

“เราจะมุ่งมั่นเสริมสร้างธุรกิจและเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงิน พร้อมทั้งดูแลและปกป้องบุคลากรของเราทั้งในด้านสุขภาพและความปลอดภัยต่อไป ขณะเดียวกัน บริษัทยังมุ่งมั่นสรรสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ด้วยการตั้งเป้าหมายเพื่อให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี 2583” นายฐาปนกล่าว

Advertisement

นายประภากร ทองเทพไพโรจน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา กล่าวว่า ในปี 2565 ภาพรวมของกลุ่มธุรกิจสุราในประเทศยังคงมีความแข็งแกร่ง และสามารถรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดได้ดี โดย “รวงข้าว” ยังคงเป็นสุราขาวอันดับหนึ่ง ควบคู่กับ “หงส์ทอง” สุราสีอันดับหนึ่งของประเทศไทย หากดูผลการวิจัยช่วง 12 เดือนย้อนหลัง “แสงโสม” สามารถเติบโตได้ถึง 9% เนื่องจากความแข็งแรงของตราสินค้า ประกอบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในประเทศไทยฟื้นตัว ซึ่งมีส่วนช่วยให้ตลาดสุรา โดยเฉพาะสุราสีในประเทศไทยปรับตัวดีขึ้น ในส่วนของธุรกิจในประเทศเมียนมาแม้ว่าสถานการณ์ในเมียนมาช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจะมีความท้าทาย แกรนด์ รอยัล กรุ๊ป ยังมีผลประกอบการที่แข็งแกร่งและสามารถครองตำแหน่งวิสกี้อันดับหนึ่งในเมียนมาไว้ได้ รวมถึงมีเสถียรภาพของกระแสเงินสดที่ดี

นายไมเคิล ไชน์ ฮิน ฟา ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจเบียร์ กล่าวว่า ผลประกอบการของธุรกิจเบียร์มีการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม โดยรายได้จากการขายของกลุ่มธุรกิจเบียร์เพิ่มขึ้น 15.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็น 92,573 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 ขับเคลื่อนโดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งฟื้นตัวดีขึ้นในตลาดหลักทั้งสองแห่ง ทั้งนี้ ธุรกิจเบียร์มีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายตัดบัญชี เพิ่มขึ้น 26.5% เป็น 13,446 ล้านบาทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณขายและส่วนประสมของผลิตภัณฑ์ที่เอื้ออำนวย รวมถึงการขึ้นราคาและมาตรการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายโฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานดิจิทัลและเทคโนโลยี กล่าวว่า ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์มีรายได้จากการขายในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 เป็นจำนวน 12,826 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน อันเป็นผลจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น 8.4% ท่ามกลางการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดบัญชี เพิ่มขึ้น 5.4% เป็น 1,717 ล้านบาท

นางนงนุช บูรณะเศรษฐกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจอาหาร ประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 ธุรกิจอาหารมีรายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 38.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็น 11,990 ล้านบาท เนื่องจากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในร้านอาหาร และการขับเคลื่อนการดำเนินกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความสามารถในการเจาะตลาดและเข้าถึงลูกค้า รวมถึงการพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงานของร้านอาหารในกลุ่มธุรกิจอาหาร ทำให้ธุรกิจมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดบัญชี เป็นจำนวน 1,578 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนซึ่งเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก

ด้าน นางต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานความยั่งยืนและกลยุทธ์ กล่าวว่า เราเชื่อมั่นว่าความสำเร็จของการขับเคลื่อนองค์กรผ่านแผนการดำเนินธุรกิจ PASSION 2025 นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างยิ่งกับการมีสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่สมบูรณ์ การพัฒนาชุมชนรอบพื้นที่ปฏิบัติงาน และการกำกับดูแลองค์กรและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ เรามั่นใจว่าเรามีส่วนร่วมในทุกๆ ด้านของการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารจัดการที่ดีภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ทั้งในฐานะผู้ว่าจ้าง องค์กรที่ดีของสังคม และผู้นำธุรกิจในภูมิภาค