‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ คาด กนง.เสียงแตก หลังบาทอ่อนหนัก-แบงก์พาณิชย์จ่อปรับดอกตาม
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 กันยายน นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ช่วงปลายปี 2565 ต่อไปถึงช่วงต้นปี 2566 เศรษฐกิจสหรัฐคงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคอีกครั้ง (Technical Recession) เช่นเดียวกับเศรษฐกิจยุโรปที่คงจะเห็นภาวะดังกล่าวจากจีดีพีหดตัวติดต่อกันเป็นระยะเวลาสองไตรมาส ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยคาดหวังแรงส่งจากการส่งออกลดลง นอกจากนี้ สถานการณ์เงินเฟ้อโลกยังไม่ลดลงเร็ว โดยได้รับแรงกดดันจากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ดังนั้น เศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปี 2565 ต่อเนื่องถึงปี 2566 จึงต้องพึ่งพาแรงส่งจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวเป็นหลัก
นางสาวณัฐพรกล่าวว่า โดยคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2565 ไว้ที่ 9.75 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 7.2 ล้านคน ขณะที่ปี 2566 จำนวนนักท่องเที่ยวคาดว่าจะขยับขึ้นมาที่ 13.0-20 ล้านคน ซึ่งยังต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤตโควิดที่ 40 ล้านคนอย่างมีนัยสำคัญ โดยรวมแล้วยังคงประมาณการจีดีพีปี 2565 ไว้ที่ 2.9% ขณะที่ปี 2566 จีดีพีจะขยายตัวเร่งขึ้นมาที่ 3.2-4.2% แต่ก็ยังมีหลายปัจจัยเสี่ยงให้ติดตามทั้งเงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย และภาวการณ์ชะลอตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าหลายประเทศ
นางสาวณัฐพรกล่าวว่า สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในการประชุมอีก 2 ครั้งที่เหลือของปีนี้ และอาจลากไปถึงช่วงแรกของปีหน้า ขึ้นกับระดับความแรงของอัตราเงินเฟ้อและขนาดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในแต่ละครั้งของเฟด ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคงปรับขึ้นต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 1/2566 เป็นอย่างน้อย แต่ในขนาดการปรับขึ้นที่ค่อยเป็นค่อยไป ส่วนค่าเงินบาทในช่วงที่เหลือของปี 2565 นี้ คาดว่าจะยังเคลื่อนไหวในกรอบที่อ่อนค่า ตราบใดที่เงินเหรียญสหรัฐ มีแรงหนุนจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด
ขณะเดียวกัน ถ้าผลการประชุม กนง.ออกมาแล้วน้ำหนักจากเสียงของคณะกรรมการส่วนใหญ่เทเสียงไปที่การขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ขณะที่ค่าเงินบาทยังคงอ่อนลงต่อเนื่อง เครื่องมือที่คาดว่า ธปท.จะเข้ามาช่วยต้องประเมินสถานการณ์ว่าน้ำหนักความกังวลของเรื่องค่าเงินบาทอ่อนลงไปมากๆ เพิ่มน้ำหนักมากขึ้น ก็คงอาจจะต้องพิจารณาการปรับดอกเบี้ยให้แกร่งขึ้น
นอกจากนี้ ได้ประเมินทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินทุน หากย้อนไปดูตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน โดยรวมยังคงมีเงินไหลเข้าสุทธิทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร อย่างไรก็ตาม บางเดือนในบางตลาดอาจจะติดลบ แต่ว่าสถานการณ์โดยรวมของทั้งสองตลาดยังคงมีทิศทางที่เป็นบวกอยู่ ทั้งนี้ ความสัมพันธ์เรื่องการเคลื่อนย้ายเงินทุนต่อช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐ ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลเป็นหลัก แม้เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 3-3.25% ขณะที่ดอกเบี้ยไทยยังไม่ถึง 1% ซึ่งในสถานการณ์นี้เงินทุนไม่เกิดการเคลื่อนย้ายไหลออกสุทธิ
นางสาวณัฐพรกล่าวว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทในปัจจุบันจะไม่เหมือนกับตอนวิกฤตปี 2540 เนื่องจากช่วงการเกิดวิกฤตปี 2540 ค่าเงินบาทอ่อนที่ระดับ 40-50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดย ธปท.ได้มีการใช้เงินสำรองเข้าไปสู้กับค่าเงิน ซึ่งสวนทางกับทิศทางตลาด โดยความแตกต่างในรอบนี้อยู่ที่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ หากไตรมาส 4/2565 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาตามเป้าหมาย จะเห็นดุลบัญชีเดินสะพัดอาจจะไม่ขาดดุลแล้ว นอกจากนี้ หากมีการแทรกแซงค่าเงินบาท ธปท.คงไม่ทำในลักษณะปี 2540 คงจะเป็นการรักษาเสถียรภาพค่าเงินไม่ให้อ่อนค่าลงไปอย่างรวดเร็วมากกว่า
อย่างไรก็ตาม สำหรับความกังวลค่าเงินบาทอ่อนทะลุ 38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยค่าเงินบาทอยู่ในทิศทางอ่อนค่าและไหลลง ซึ่งสาเหตุมาจากการแข็งค่าของเงินเหรียญสหรัฐ โดยความกังวลอาจจะเพิ่มมากขึ้นตามระดับค่าเงินที่ไหลลงไป เนื่องจากค่าเงินบาทที่อ่อนลงไปเยอะๆ ท้ายที่สุดแล้วมันจะเปิดช่อง หรือเปิดโอกาสสำหรับนักลงทุนใช้จังหวะนี้เก็งกำไรในตลาด ทั้งนี้ เมื่อผลการประชุมมีทิศทางที่ชัดเจนแล้วก็ต้องติดตามสัญญาณที่ กนง.มองภาพเศษฐกิจข้างหน้าว่าจะมีแนวโน้มอย่างไรต่อไป เพื่อให้นักลงทุนรับรู้ภาวะตลาดในอนาคต
นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า สัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ผนวกกับนโยบายการปรับอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) กลับมาที่ 0.46% ตั้งแต่ต้นปี 2566 คงทำให้ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำและเงินกู้มาตรฐานตาม แม้ว่าสภาพคล่องจะอยู่ในระดับสูง ขณะที่แม้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะไม่ส่งผลให้เกิดภาวะการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วของหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL Cliff) เนื่องจากธนาคารพาณิชย์เร่งปรับโครงสร้างหนี้และบริหารจัดการหนี้ในเชิงรุก แต่ประเด็นเรื่องคุณภาพหนี้และการช่วยเหลือลูกค้า ก็ยังต้องจับตามองอย่างต่อเนื่อง
โดยคาดการณ์สัดส่วนหนี้ด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมของระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ในกรอบ 2.90-3.10% ภายในสิ้นปีหน้า เทียบกับ 2.88% ณ สิ้นไตรมาส 2 ของปี 2565 ส่วนแนวโน้มสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยคาดว่าจะขยายตัวในกรอบ 4.5-6.0% ในปี 2566 เทียบกับประมาณ 5.0% ในปีนี้ ซึ่งถือว่าไม่ได้สูงมาก ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังมีอยู่มาก
ทั้งนี้ หากมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ กนง.ที่ 0.25% สู่ระดับ 1% ธนาคารพาณิชย์อาจจะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้งขาเงินฝากประจำและเงินกู้มาตรฐาน และได้คาดการณ์การปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ไว้ที่กรอบ 0.125-0.25% เป็นการคาดการณ์เบื้องต้น รวมถึงแต่ละธนาคารจะมีความเร็วในการปรับอัตราดอกเบี้ยไม่เท่ากัน และขนาดการปรับย่อมแตกต่างกันตามโครงสร้างพอร์ตที่ไม่เหมือนกัน

