‘กอบศักดิ์’ คาดไทยเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต 3 ปี ‘ศุภวุฒิ’ ชี้ต้องดึงนทท.เข้าเดือนละ 2 ล้านคนถึงรอด!

28.09.22 | 19:08 น.

‘กอบศักดิ์’ คาดไทยเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต 3 ปี ‘ศุภวุฒิ’ ชี้ต้องดึงนักท่องเที่ยวเข้าเดือนละ 2 ล้านคนถึงรอด!

เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วิกฤตที่ประเทศไทยกำลังเผชิญเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต หลังโควิดเริ่มจางก็มีวิกฤตใหม่เข้ามาแทนอย่างรวดเร็ว เมื่อต้นปี 2565 จากความผันผวนตลาดเงิน ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้กับเงินเฟ้อ กระทบต่อเศรษฐกิจ การส่งออกเริ่มปรับตัวลดลงจากปีที่แล้วโต 20% ในเดือนสิงหาคมโตแค่ 7.5% ซึ่งวิกฤตนี้คงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3 ปี ถึงจะฟื้น เพราะปัญหาของวิกฤตครั้งนี้คือความไม่รู้ ทำให้เราหาสาเหตุไม่เจอ ตัดสินใจไม่ถูกจะเดินหน้าและปกป้องตัวเองอย่างไร และวิกฤตครั้งนี้จะทำให้โลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขึ้นอยู่กับว่าในการสู้ศึกแต่ละประเทศทำนโยบายผิดพลาด จนทำให้วิกฤตครั้งนี้รุนแรงขึ้นไปอีกหรือไม่

“ท่ามกลางวิกฤตก็มีข่าวดีสำหรับประเทศในอาเซียน รวมถึงไทย ตอนนี้จะถูกมองว่าเป็นที่ปลอดภัยที่สุด ดีที่สุด ซึ่งไทยเป็นศูนย์กลาง ต้องใช้โอกาสนี้ดึงนักลงทุนเข้ามา และแน่นอนเมื่อเข้ามาแล้ว จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย เราต้องเริ่มคิดตั้งแต่วันนี้ ถ้าเศรษฐกิจพลิกฟื้นจะไม่ทัน เราต้องมองให้ทะลุวิกฤต และต้องทำมาตรการวีซ่าระยะยาว (LTR Visa) ดึงต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้ามาลงทุนและพำนักในไทยเป็นระยะเวลา 10 ปี ให้สำเร็จ เริ่มแรกอาจจะสัก 1 แสนคน จะเป็นจุดเปลี่ยนอีกจุหนึ่งองประเทศไทย” นายกอบศักดิ์กล่าว

นายกอบศักดิ์กล่าวว่า สำหรับค่าเงินบาทอ่อนค่าในตอนนี้ ปัญหาอยู่ที่ดอลลาร์ จากการที่ 4 ประเทศหลักของโลก คือ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น จีน มีนโยบายการเงินจะแตกต่างกัน ทำให้เกิดส่วนต่างของดอกเบี้ยและสภาพคล่องในประเทศหลักเหล่านั้น ซึ่งค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสจะแข็งค่าไปอีกระยะหนึ่ง

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจระยะสั้นยังมีความท้าท้ายสูงมากจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งจากการวิเคราะห์ของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) จะส่งผลกระทบต่อประเทศเกิดใหม่และกำลังพัฒนามาก เพราะกำลังใช้จ่ายภาครัฐเริ่มถดถอย อีกปัจจัยถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย ประเทศไทยก็ไม่รอดเหมือนกัน ส่วนทิศทางดอกเบี้ยยังคงขาขึ้นจากเฟดที่จะปรับขึ้นอีกเพื่อคุมเงินเฟ้อ

“เศรษฐกิจประเทศไทย ขึ้นอยู่กับนักท่องเที่ยวที่เริ่มดีขึ้น ตอนนี้เข้ามาเดือนละ 1 ล้านคน จะเพิ่มขึ้นอีกในช่วงเข้าฤดูท่องเที่ยว แต่ในไตรมาส 2 ปีหน้าจะหมดฤดูท่องเที่ยวต้องกลับมาดูตัวเลขนักท่องเที่ยวกันอีก เพราะจะมีผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัด ถ้าจะให้ดีนักท่องเที่ยวต้องมีเดือนละ 2 ล้านคน ถึงจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยรอดพ้นได้” นายศุภวุฒิกล่าว

Advertisement

นายศุภวุฒิกล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจของไทย คือขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาตลอด ทั้งนี้ หากนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ได้ตามเป้า ต้องกลับไปดูที่ส่วนต่างของดอกเบี้ยซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่อยากให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย เพราะห่วงจะส่งผลกระทบที่รุนแรง แต่หากปรับขึ้นดอกเบี้ยช้า ก็อาจจะเกิดวิกฤตค่าเงินแบบกรณีของค่าเงินปอนด์ ซึ่งเงินบาทขณะนี้อ่อนค่าไม่มีใครประเมินทิศทางได้แม่น ตอนนี้อ่อนค่าเกิน 38 บาทต่อดอลลาร์ ถือว่าเร็วกว่าที่คาดไว้ ซึ่งขึ้นอยู่กับผู้กำหนดนโยบายว่าจะมองภาพอย่างไร เพราะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก

“เงินบาทอ่อนค่า ทำให้ขายของได้เยอะ คนซื้อน้อยลง จะส่งผลกลับไปที่ดุลบัญชีเงินสะพัดที่เราขาดดุลมาตลอด ธุรกิจที่นำเข้าสินค้าจะมีต้นทุนสูงขึ้น เช่น อสังหาฯ สิ่งที่ต้องระวังคือ อาจจะเกิดความเสี่ยงภาวะเงินเฟ้อในประเทศ ผู้ส่งออกจะนำสินค้าออกขายนอกประเทศ ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยของแบงก์ชาติ จะถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตเพราะไม่มีใครรู้ส่วนต่างดอกเบี้ยที่เหมาะสมอยู่ตรงไหน” นายศุภวุฒิกล่าว