หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘พสุ’ ห่วงนทท...

‘พสุ’ ห่วงนทท.จีนบินเข้าน้อยจากปัญหาศก.ภายใน แนะเจาะตะวันออกกลางกระจายเสี่ยง

29.09.22 | 16:04 น.

‘พสุ’ ห่วงนทท.จีนบินเข้าน้อยจากปัญหาศก.ภายใน แนะเจาะตะวันออกกลางกระจายเสี่ยง

เมื่อวันที่ 29 กันยายน เวลา 10.50 น. ที่โรงแรม เรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ หนังสือพิมพ์มติชน จัดเสวนา หัวข้อ “ท้าชน PERFECT STORM ทางรอดเศรษฐกิจไทย” โดย นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวเสวนา ในหัวข้อ “Thailand New Chapter 2023” ว่า บริษัทประกอบกิจการด้านการท่องเที่ยว โรงแรม และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ล่าสุดได้ติดตามผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 0.75% เป็น 1.00% ต่อปีนั้น เป็นสัญญาณหนึ่งที่อาจมีการปรับการคาดการณ์จีดีพีลดลงจากเดิมที่ตั้งเป้าที่ 3% เล็กน้อย ด้วยเงินบาทที่อ่อนค่าลงทะลุ 38 บาทต่อดอลลาร์ แต่เมื่อเทียบกับคู่ค้าของไทย นอกจากสหรัฐอเมริกา อาทิ จีน ญี่ปุ่น จะพบว่า เงินอ่อนค่าลดลงในระดับที่ใกล้เคียงกัน และเป็นสัญญาณว่า ภาวะเงินเฟ้ออาจไม่ยืดเยื้อ โดยคาดว่าจะปรับตัวลดลงจาก 6% ในปีนี้ เหลือ 2% ในปีหน้า ซึ่งทั้งเงินค่าที่อ่อนค่า และภาวะเงินเฟ้อมีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของการท่องเที่ยว

นายพสุ กล่าวว่า ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่า ปี 2565 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 21 ล้านคน ขณะที่ ข้อมูลจาก บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประมาณการว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นที่ 30% ของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เคยมี ซึ่งจะเป็นส่วนชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยว 40 ล้านคนที่หายไป เพราะช่วงที่ผ่านมาไทยยังตามหลังหลายประเทศในอาเซียน ขณะนี้ จึงรอจังหวะว่า จำนวนนักท่องเที่ยวดังกล่าวจะกลับมาเมื่อไร เพื่อเป็นปัจจัยหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งถ้านักท่องเที่ยวเดินทางมาเพิ่มขึ้น และมีการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลดีต่อผู้บริโภค เพราะมีส่วนช่วยสร้างความมั่นใจของประชาชน และกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มมากขึ้นด้วย

“เราจะกระตุ้นการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นนักท่องเที่ยวหลักของไทยได้อย่างไร ด้วยปัจจุบันจีนมีนโยบาย Zero COVID Policy และยังยืนยันที่จะดำเนินการต่อเนื่อง จึงเป็นความเสี่ยงหนึ่ง ดังนั้น ต่อให้ไทยเปิดประเทศแต่นักท่องเที่ยวไม่กลับเพิ่มขึ้น และด้วยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐของจีน อาจเป็นแรงจูงใจหนึ่งที่ทำให้ไม่ยอมปล่อยนักท่องเที่ยวออกมา เพราะต้องการให้มีการใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่า อีกทั้ง ประชากรจีนอายุ 65 ปีขึ้นไป มีจำนวน 250 ล้านคน ยังไม่รับวัคซีนโควิด ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกยังมีอยู่มาก ดังนั้น การตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเศรษฐกิจถดถอย คนไม่มีเงิน หรือต้องประสบกับปัญหาเงินเฟ้อ นักท่องเที่ยวก็อาจจะไม่มา จึงถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เพราะการท่องเที่ยวไม่ง่ายเหมือนการเปิด-ปิดสวิตซ์” นายพสุ กล่าว

นายพสุ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดของโควิดที่ผ่านมา ต้องขอชื่นชมทุกคนที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ที่ใจสู้ เพราะต่างไม่เคยเจอสถานการณ์ที่รายได้เป็นศูนย์ และยังต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อไป แต่ขณะเดียวกัน โควิดก็ทำให้ได้รับโอกาสในการเปิดตลาดใหม่เพิ่มขึ้น โดยพุ่งเป้าไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวในประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง เพื่อกระจายความเสี่ยงและไม่จำเป็นต้องยึดติดแบบเดิม ขณะเดียวกัน มีการตั้งเป้ากับนักท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเพียงอย่างเดียว แต่จะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และใช้จ่ายเงินมากขึ้น เป็นเรื่องสำคัญ

Advertisement

“หากเราทำความเข้าใจธรรมชาติ จะพบว่าเหตุการณ์ความไม่แน่นอนแบบโควิดสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้น ทุกคนต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ รวมถึงโครงสร้างเศรษฐกิจเอง ก็ต้องดูว่า นอกเหนือจากการพึ่งพาด้านการท่องเที่ยวแล้ว จะสามารถพึ่งพาส่วนไหนได้อีกบ้าง ซึ่งต้องวางแผนรับมือทั้งในระยะกลาง และยาว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต และพร้อมที่จะรับมือมากขึ้น” นายพสุ กล่าว

นายพสุ กล่าวว่า ทั้งนี้ ระยะสั้นแน่นอนว่า มีลมส่งแล้วจากการท่องเที่ยวที่จะฟื้นได้ตรงตามเป้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตั้งไว้ ซึ่งก็หวังว่าจะเป็นไปได้หรือมากกว่านั้น ซึ่งก็อยากจะเห็นการปรับเป้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง กับเรื่องการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ซึ่งน่าจะช่วยได้ในระยะสั้น แต่ในระยะกลางถึงระยะยาว สิ่งที่อยากฝากไปถึงภาครัฐ คือ จากเทรนด์ที่ผ่านมาในช่วง 10 ปี เรื่อง Global life station ทำอย่างไรที่จะได้ของเร็วของถูกและของดี

ขณะเดียวกัน เทรนด์ระหว่างรัสเซียและยูเครน และสหรัฐอเมริกากับจีน ว่าวันนี้ทุกอย่างย้อนกลับหมด เราจึงต้องพูดคุยเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร พลังงาน รวมถึงความปลอดภัยของประเทศ ซึ่งไม่แคร์แล้วว่าค่าใช้จ่ายจะเป็นอย่างไร ปัญหาเงินเฟ้อจะมาหรือไม่ ว่าเราควรจะรับมืออย่างไรกับปัญหานี้ ซึ่งส่วนตัวไม่มีคำตอบ รวมถึงเรื่อง Geopolitics ที่รุนแรงขึ้น เราเห็นยูเครนถูกบุก และหากวันหนึ่งไต้หวันถูกบุก ในฐานะประเทศไทยเราจะมีวิธีการเตรียมการรับมือนี้อย่างไร ด้วยจีนเป็นพันธมิตรหลักของเรา ขณะที่ไต้หวันก็เช่นกัน ขณะที่เราก็เป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่สงครามเวียดนาม เรื่องเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องหันกลับมาใส่ใจและต้องคิด

“ในฐานะนักธุรกิจมองว่า สิ่งสำคัญแรก ที่ทุกคนอยากได้คือเรื่องเสถียรภาพ และความมั่นคง ในระยะสั้นด้านการท่องเที่ยว รวมถึงด้านการส่งออกด้วย เราคุยกันมามากพอสมควรแล้ว แต่ระยะยาวมองว่า เรื่องที่เป็นปัจจัยหลักที่ต้องเร่งแก้ไข คือ เรื่องความไม่เท่าเทียมกัน เรื่องความเหลื่อมล้ำ ซึ่งส่วนตัวคิดว่า สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้จากหลายมุมมอง ทั้งเรื่อง financial literacy ความรู้ทางการเงิน ทำอย่างไรที่จะช่วยเรื่องคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง รวมถึงด้านการศึกษาในระยะยาวที่จะทำอย่างไรให้แก้ไขในพื้นฐานและวางรากฐานในระยะยาวมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้คนของเรามีคุณภาพ ซึ่งทั้งหมดหวังว่า จะสามารถทำได้จริงในสักวัน ซึ่งก็น่าจะหมายถึงโอกาส และหากเราสามารถสร้างโอกาสให้ได้ ก็จะสามารถพัฒนาสินทรัพย์ ที่มีค่ามากที่สุดในประเทศไทย นั่นก็คือบุคลากรที่เป็น Soft Power ของเรา ที่ทำงานอยู่ใน Sector ต่างๆ โรงแรม หรือร้านอาหาร เพราะถ้าไม่มีบุคคลเหล่านี้ ไม่ว่าการบริการต่างๆ โรงแรมในระดับ 5 ดาว จะสวยหรูหราก็ไม่สามารถออกมาได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องสร้างโอกาส ให้คนเหล่านี้ได้เจริญเติบโตในอาชีพนั้นๆ ได้” นายพสุ กล่าว