เปิด 2 มุมมองซีอีโอ ทางรอดในพายุเศรษฐกิจ
หมายเหตุ – เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) โดยกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน จัดเสวนา หัวข้อ “ท้าชน PERFECT STORM ทางรอดเศรษฐกิจไทย”โดยช่วงบรรยายพิเศษ ได้แก่ นายกฤษณ์ จันทโนทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หัวข้อ “โอกาส-ทางรอดเศรษฐกิจไทย” และนายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หัวข้อ “จับทิศ เศรษฐกิจ-สังคมไทย ในพายุวิกฤต” จึงขอนำเสนอรายละเอียดดังนี้

ภาคการเงินต้องปรับลดเหลื่อมล้ำเข้าถึงแหล่งทุน
กฤษณ์ จันทโนทก
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
สําหรับหัวข้อในการบรรยาย “โอกาส-ทางรอดเศรษฐกิจไทย” ต้องยอมรับว่ายังไม่มีทางออกที่ชัดเจน และวันนี้คงไม่สามารถตอบคำถามแบบเบ็ดเสร็จได้ คงไม่มี “ซิลเวอร์ บูลเล็ท” ที่อ้างถึงคำที่ชาวต่างชาติกล่าวว่าคงไม่มีกระสุนวิเศษใดที่สามารถตอบได้ทุกโจทย์ อย่างไรก็ตาม หนึ่งในแรงกำลังช่วยขับเคลื่อนที่จะนำไปสู่ทางออก โดยภาคอุตสาหกรรมทางการเงินควรเข้ามามีบทบาทเพิ่มเติมในการกระจายโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการรายเล็กและครัวเรือนให้สามารถไปต่อได้ในทุกวิกฤต รวมถึงพร้อมสนับสนุนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ในระยะยาว
สำหรับต้นตอของปัญหาคงหนีไม่พ้นความไม่เท่าเทียม หรือโอกาสที่ไม่เท่าเทียม หรืออาจจะเรียกว่าความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.โครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของเศษฐกิจโลกที่เกิดการเปลี่ยนแปลง และ 2.ปัญหาวิกฤตโควิด ส่งผลให้ครัวเรือนไทยเผชิญความผันผวนของกระแสรายได้และรายจ่ายอย่างรุนแรง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจและรายได้ประชากร อีกทั้งเห็นชัดว่ารายได้เฉลี่ยของคนไทยลดลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของรายได้ก็ยังช้าสวนทางกับรายจ่าย
ข้อมูลสำคัญจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 พบว่า 1.ครัวเรือนไทย 7 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 อยู่ในภาวะรายได้ไม่พอใช้จ่าย ซึ่งจัดว่าเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจสูง 2.ครัวเรือนไทย 8.9% มีรายได้เหลือออมน้อยกว่า 5% จัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่รายได้จะไม่พอใช้จ่ายในอนาคต
อีกทั้งการชี้วัดเรื่องเงินออม ทั้งระบบธนาคารเพิ่มมากขึ้นในช่วงโควิดถึง 2.5 ล้านล้านบาท แต่เกือบ 90% เป็นเงินฝากในบัญชีขนาดใหญ่เกิน 1 ล้านบาทต่อบัญชี ซึ่งบัญชีขนาดใหญ่นี้คิดเป็นแค่ 1.5% ของจำนวนบัญชีทั้งหมดที่มีเงินฝากเพิ่มขึ้น แต่บัญชีเงินฝากขนาดเล็ก ที่มีเงินฝากต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อบัญชี ซึ่งมีมากถึง 91% เริ่มมีสัญญาณหดตัวในปี 2565 สาเหตุเพราะรายได้ลดลง แต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นจึงต้องนำเงินเก็บออกมาใช้มากขึ้น

จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงผลลัพธ์ของความไม่เท่าเทียม โดยมองความเท่าเทียมในบริบทของการเข้าถึงบริการทางการเงินในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าคนไทยเผชิญกับความไม่เท่าเทียมกันใน 2 มิติ ประกอบด้วย มิติที่ 1 คนไทยมีโอกาสได้รับความช่วยเหลือไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งต้องยอมรับว่าในเชิงการช่วยเหลือธุรกิจ หรือภาคธุรกิจของสถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือไม่เท่าเทียมกันในมิติของขนาดและประเภทธุรกิจ โดยเอสเอ็มอีและธุรกิจภาคบริการยังได้รับวงเงินความช่วยเหลือไม่มากพอและไม่ทั่วถึง
อีกทั้งมาตรการการเงินส่วนใหญ่ที่ออกมาโดยธนาคารต่างๆ ยังกระจุกตัวในธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น โครงการสินเชื่อฟื้นฟู 1 ใน 3 ของวงเงินสินเชื่อเป็นสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ภาคบริการได้รับความช่วยเหลือเพียง 11.7% ของวงเงินสินเชื่อฟื้นฟูทั้งหมด, มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ 1 ใน 3 ของวงเงินสินเชื่อที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้เป็นสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจและลูกหนี้ทั้งหมดที่เข้าร่วมมาตรการนี้ ดังนั้น จะเห็นได้ชัดเจนว่าเอสเอ็มอี ธุรกิจรายย่อย ภาคบริการ ได้รับความช่วยเหลือในสัดส่วนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่
นอกจากนี้ ปัญหาธุรกิจขนาดใหญ่ที่เข้าถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐได้มากกว่าทั้งที่มีจำนวนน้อยกว่ามาก สะท้อนให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่มีอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งในโลกหลังโควิดต่อไปเอสเอ็มอียิ่งต้องพยายามอย่างมากในการปรับตัว ปรับแผนการทำธุรกิจใหม่ ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเพื่อความอยู่รอด
หากมองไปที่เอสเอ็มอีในสถานการณ์โควิดมีความไม่แน่นอนสูง ธนาคารต้องประเมินความเสี่ยงการพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้ดี เพราะหากหนี้เสียสูงมากๆ อาจทำให้ระบบธนาคารเปราะบางตามจนเกิดวิกฤตการเงินซ้ำเติมได้
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาภาครัฐออกมาตรการทางการเงิน ช่วยให้กลไกตลาดกลับมาทำงานได้ และทำให้การปล่อยสินเชื่อของธนาคารทำงานได้ดีขึ้น เช่น โครงการสินเชื่อใหม่ดอกเบี้ยต่ำ การปรับโครงสร้างหนี้ โครงการสินเชื่อฟื้นฟูที่มีกลไกค้ำประกันผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ช่วยลดความเสี่ยงของธนาคารในการช่วยเหลือธุรกิจ ทำให้ภาพรวมสินเชื่อเอสเอ็มอีกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ในปีนี้จากที่เคยหดตัว ขณะเดียวกัน ยังมีเอสเอ็มอีจำนวนมากที่ขาดความช่วยเหลือ ข้อมูลจาก SME Survey ปี 2563 สอบถามผู้ประกอบการรายย่อยเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ พบว่าผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 70% ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการภาครัฐ
โดยบทบาทของภาคการเงินในสถานการณ์นี้ จึงเป็นโอกาสของธนาคารที่จะเข้าไปช่วยขยายขอบเขตความช่วยเหลือทางการเงินให้ลูกหนี้ที่มีศักยภาพฟื้นตัวจากโควิดได้อย่างเข้มแข็ง และขยายความครอบคลุมทั้งกลุ่มเอสเอ็มอี ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ที่เปราะบางแต่ยังมีศักยภาพให้มากขึ้น ภายใต้เกณฑ์มาตรการการเงินใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และการปรับกลยุทธ์ให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เช่น มาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ปรับลดอัตราผ่อน และขยายระยะเวลาผ่อนชำระ เป็นต้น
ความไม่เท่าเทียมกันใน มิติที่ 2 คือ คนไทยมีโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินไม่เท่าเทียมจากปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โดยกลุ่มที่ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากที่สุด กลับเผชิญข้อจำกัดสูงคือกลุ่มเอสเอ็มอีและผู้ประกอบอาชีพอิสระ แม้ที่ผ่านมาจะมีมาตรการและโครงการต่างๆ ของทั้งภาครัฐและเอกชน ช่วยเหลือและสนับสนุนเรื่องเงินทุนก็ตาม แต่การเข้าไม่ถึงเงินทุนสวนทางกับความต้องการเงินทุนอย่างชัดเจน
โดยบทบาทของภาคการเงินจึงมีความจำเป็นที่ต้องช่วยกระจายโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนของครัวเรือนและผู้ประกอบการ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะยาว โดยสามารถทำได้ใน 4 ด้าน 1.มุ่งเน้นการให้สินเชื่อเพื่อการพัฒนาโครงสร้างธุรกิจ (Transformation loan) เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีศักยภาพเห็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ เข้าถึงเงินกู้ให้ได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น

2.การปรับหลักการอนุมัติสินเชื่อ ตามบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปด้วยการให้สินเชื่อโดยอาศัยจากข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ถึงรูปแบบในการนำเงินไปใช้และความเสี่ยงในการผิดชำระหนี้ จากปัจจุบันใช้หลักทรัพย์เป็นตัวค้ำประกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การปรับใช้ข้อมูลต่างๆ ที่สะท้อนศักยภาพของผู้กู้ เช่น ข้อมูลการใช้งาน ประวัติการชำระค่าสาธารณูปโภค ข้อมูลพฤติกรรมการทำธุรกิจผ่านการชำระเงินบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น มาวิเคราะห์ความสามารถชำระหนี้ของผู้กู้
ดังนั้น การปรับหลักการอนุมัติสินเชื่อตามบริบทสังคมจะช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเงินมากขึ้น วงเงินที่ได้รับอนุมัติและเงื่อนไขการชำระเงินจะสอดคล้องกับวงจรธุรกิจมากขึ้น ดอกเบี้ยถูกกว่าการกู้นอกระบบ ระยะเวลาอนุมัติสินเชื่อรวดเร็วขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีประมวลwผลข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อลดต้นทุนการพิจารณาสินเชื่อ
3.สร้างช่องทางออนไลน์สำหรับกระบวนการให้กู้ยืมเงิน (รับสมัคร/ปล่อยสินเชื่อ) ที่มีการบริหารจัดการหรือดำเนินงานผ่านช่องทางดิจิทัล (Digital Lending) ให้ก้าวข้ามข้อจำกัดของธนาคารในด้านพื้นที่ ต้นทุน และพนักงาน เช่น แอพพ์ SCB EASY ที่ลูกค้าใช้บริการ 13.7 ล้านบัญชี ก็สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ กู้เงินผ่านแอพพ์ได้
4.ธนาคารสามารถใช้ทรัพยากรและความรู้ความเชี่ยวชาญ รวมถึงการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ส่งเสริมธุรกิจหรือครัวเรือนผ่านการให้ความรู้และคำปรึกษาในการบริหารจัดการการเงิน การลงทุน การประกันความเสี่ยงต่างๆ เพิ่มความรู้ความเข้าใจทางการเงินและแนะนำช่องทางการทำธุรกิจเพื่อปรับตัวตอบโจทย์โลกใหม่หลังโควิดได้ เช่น SCB มี investment center ให้ความรู้ทางการลงทุน และในกลุ่ม SCB SME ก็มี SME Academy เป็นต้น
โดยสรุป ภาคการเงินจะช่วยเป็นทางรอดเศรษฐกิจไทย คือ 1.บทบาทของธนาคารในโลกยุคใหม่จะต้องเป็นมากกว่าแหล่งเงินทุน ต้องร่วมแก้ปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในมิติความไม่เท่าเทียมในภาคการเงิน 2.ธนาคารต้องปรับบทบาทให้เข้าถึงง่าย ไม่ใช่แค่การกู้ยืม คอยให้คำปรึกษาให้ความรู้ ด้านการลงทุนบริหารการเงิน รวมไปถึงบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของรายได้ต่อรายจ่าย และ 3.ให้คำแนะนำ มองให้เห็นถึงโอกาสการทำธุรกิจที่ไม่ใช่แค่ช่วยให้ลูกหนี้รอดมีเงินมาชำระคืนหนี้ แต่มองเห็นโอกาสที่ต้องประคับประคองให้ธุรกิจและประชาชนคนไทยกลับมาลุกยืน และวิ่งไปข้างหน้าด้วยกันได้อย่างแข็งแกร่ง
ดังนั้น เชื่อว่าธนาคารไทยพาณิชย์ และสถาบันการเงินอื่นๆ พร้อมจะร่วมสร้างรากฐานการพัฒนาที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืนต่อไป

ผู้นำต้องกล้าทำสิ่งที่ถูกต้องมากกว่าถูกใจ
เศรษฐา ทวีสิน
ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)
⦁สถานการณ์ปัจจุบันอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
ในฐานะคนไทยคนหนึ่งและในฐานะหุ้นส่วนประเทศ และจากประสบการณ์ในวงการธุรกิจ เคยผ่านมาหลายวิกฤต ยังไม่แน่ใจว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะคลี่คลายได้หรือไม่ แต่จากที่เห็นแผนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (พิพัฒน์ รัชกิจประการ) ดีใจที่เห็นความสำคัญของจังหวัดเมืองรอง เช่น จ.สตูล จ.จันทบุรี จ.ระนอง และ จ.ตราด เพราะในอดีต พูดถึงแค่ จ.ภูเก็ต เมืองพัทยา จ.เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ และเรื่องคุณภาพของนักท่องเที่ยวเป็นเรื่องสำคัญ เน้นเรื่องการมาอยู่ยาว หรือลองสเตย์ไม่ว่าจะมาในเรื่องของเมดิคัลเวลเนส หรือจะมาท่องเที่ยวในเมืองรองเป็นตัวดึงดูดให้การท่องเที่ยวยาวขึ้น เมื่ออยู่ยาวขึ้นก็ใช้จ่ายมากขึ้น
ในปีก่อนโควิด-19 ระบาดเข้าใจว่าในตัวเลขที่ท่านผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ยุทธศักดิ์ สุภสร) แสดงไปประมาณ 40 ล้านคนนั้น ปีนี้จะได้ประมาณ 10 ล้านคน แต่ใน 10 ล้านคน ถ้าระยะเวลาที่อยู่ยาวขึ้นและใช้เงินมากขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังไม่ถึง 40 ล้านคนก็น่าจะเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ เพราะฉะนั้น เรื่องของการสนับสนุนเมืองรองถือเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องหลัก ขอชื่นชมภาครัฐที่ให้ความสำคัญในส่วนนี้ค่อนข้างมาก
แต่ในฐานะธุรกิจ เรื่องของแผนระยะยาว เชื่อว่ารัฐบาลได้มีการวางแผนกันไปพอสมควร แต่เป็นคอขวด หรือ Pain point (ปัญหา) ในระยะสั้น 2-3 เรื่อง คือนักท่องเที่ยวจีนถือเป็นส่วนใหญ่ของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งจีนยังไม่ได้เปิดประเทศอย่างเต็มตัวหรือจะใช้คำว่าปิดเลยก็ว่าได้ คงมีความกังวลว่าจะเปิดหรือไม่ จีนอาจจะทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะปิดประเทศไม่ให้นักท่องเที่ยวออกมา อาจจะมีการกดดันให้มีการเปิดประเทศจากนโยบายซีโร่โควิด ฉะนั้นเรื่องของการเปิดประเทศจีนเชื่อว่าจะเปิดในอีก 1-2 เดือนหน้า หรือต้นปีหน้า อย่างไรก็ต้องเปิด ประเทศเราเองถือว่าเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดของนักท่องเที่ยวชาวจีน
อยากจะวิงวอนให้ภาครัฐคิดล่วงหน้าว่าเมื่อจีนเปิด เราจะทำอย่างไร เรื่องของวีซ่าเป็นเรื่องสำคัญ อาจจะไม่ถูกใจบางคนในการให้เปิดวีซ่าฟรีกับคนจีน อาจจะมีฝ่ายความมั่นคงพูดว่าจะมีปัญหากับความมั่นคงหรือไม่ ผมอยู่ภาคเอกชน ไม่เข้าใจว่าความไม่มั่นคงจะเกิดขึ้นได้อย่างไรหากคนจีนเข้ามา มันจะมีความมั่งคั่งมากกว่า อยากเรียกร้องเปิดวีซ่าให้คนจีนเข้ามา แต่ถ้ากลัวเรื่องความมั่นคง พบกันครึ่งทางได้หรือไม่ ให้ผู้ที่เคยได้รับการอนุมัติวีซ่าแล้วเข้ามา โดยไม่ต้องเสียเวลาอีก
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น เดือนตุลาคมนี้นับเป็นเรื่องที่ดีและเป็นแสงสว่าง เพราะการท่องเที่ยวของไทยเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ดีที่สุด ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตไปข้างหน้าได้ แต่ขั้นต่อไปคือการนำนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นเรื่องสำคัญ ต้องเตรียมเรื่องการบินให้พร้อม
เมื่อโลกปิด จะเปิดใหม่ ต้องรีสตาร์ตใหม่ เรื่องบุคลากรและความพร้อมของอุปกรณ์ต่างๆ เรื่องการบินก็สำคัญ อย่างเครื่องบินของการบินไทยจอดอยู่เต็มไปหมด ต่อให้อยากบินขนาดไหนถ้าราคาที่นั่งสูงเป็นใครก็คิดหนัก ต้องพยายามเพิ่มซัพพลายและเพิ่มฟีดเดอร์ ถ้าระยะสั้นมีฟีดเดอร์รับคนเข้ามา การท่องเที่ยวไทยจะไปได้เกิน 10 ล้านคนแน่นอน ระยะยาวเป็นนักท่องเที่ยวจีนทีจะเข้ามา เห็นด้วยกับรัฐเรื่องลองสเตย์และนักท่องเที่ยวคุณภาพ

⦁ฉายภาพเศรษฐกิจในพายุวิกฤต
กว่า 2 ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดยิ่งขึ้นว่าเรื่องเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ ปากท้องเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ส่วนเรื่องภาวะเงินเฟ้อที่มีการขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว ผมอาจจะคิดต่างเรื่องค่าเงินบาทแตะ 38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อยากจะให้ย้อนดูตอนวิกฤตต้มยำกุ้ง เงินบาทอ่อนกว่านี้มากและเราได้ฟื้นกลับมาเพราะเรื่องของส่งออกและการท่องเที่ยว
แต่ช่วงปี 2540 เราไม่เจอคือหนี้ครัวเรือนที่เป็นปัญหาใหญ่มากที่สุดในสังคมไทยปัจจุบัน ขึ้นไปสูงมาก กดกำลังซื้อและทำให้ความเป็นอยู่ไม่ดี หากดูเงินเฟ้อ หนี้ไม่ได้เฟ้อตาม แต่การขึ้นดอกเบี้ย เมื่อรายจ่ายเพิ่มขึ้นหนี้ก็เพิ่มขึ้น เพราะเงินเฟ้อที่สูง 6-7% ไม่ได้ทำให้มูลค่าหนี้ที่กู้อยู่เพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือต้องเพิ่มรายได้ให้ได้ การขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไปจะเป็นภาระของกลุ่มชนชั้นน้อยที่มีวงเงินกู้อยู่มาก หากปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนไปจะทำให้การท่องเที่ยว การส่งออกจะดีขึ้น ทำให้คนมีรายได้สูงขึ้น การมีรายได้สูงขึ้นแต่มูลค่าหนี้เท่าเดิม สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีอาจจะลดลงก็พอไปได้
⦁การเก็บภาษีที่ดินฯและภาษีต่างๆ จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อย่างไร
เรื่องภาษีเป็นเรื่องที่บอบบางและอ่อนไหวพอสมควร เชื่อว่าภาษีเป็นเครื่องมือทางการคลังนำมาซึ่งความเสมอภาคทางสังคม ถ้าใช้ทรัพยากรของประเทศมากก็ต้องจ่ายภาษีมาก เป็นเรื่องของสัญลักษณ์กับนัยยะ กรณีภาษีมรดกในช่วงที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาช่วงแรก มีการดำเนินการภาษีมรดก เก็บ 5% ลองคิดดูว่าภาษีมรดกต่อปีเงินเข้ารัฐเท่าไร ไม่กี่ร้อยล้าน ถือเป็นการทำเชิงสัญลักษณ์ แต่ในเชิงนัยยะกระทบน้อยมากต่อรายได้ของประเทศ ส่วนภาษีที่ดินฯ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เสนอจะเก็บภาษีเพิ่มที่ดินกลางเมืองใช้ปลูกกล้วย แต่รัฐบาลไม่เห็นด้วย รู้สึกผิดหวังมาก เพราะการเก็บภาษีต้องเก็บกับภาคส่วนที่สามารถเก็บได้ไม่ใช่ภาคส่วนที่เปราะบาง
ด้าน Capital Gain Tax (ภาษีซื้อขายหุ้น) ของตลาดหุ้นก็เป็นเรื่องอ่อนไหวเช่นกัน เมื่อหุ้นดีมากๆ ตลาดดีมากๆ ก็ฉายหนังผีหลอกบอกว่าจะเก็บภาษี แต่ไม่มีการเก็บเสียที คนที่เล่นหุ้นคือคนชนชั้นกลางและคนชนชั้นสูงสามารถจ่ายภาษีได้ ยอมรับว่าตลาดทุนประเทศไทยยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเก็บภาษีซื้อขายหุ้น ต้องพัฒนาระบบจัดเก็บ ความเป็นไปได้ในการจัดเก็บก็ลำบาก แต่มีอีกหลายวิธีที่สามารถจัดเก็บได้ เช่น Transition Tax ทุกครั้งที่มีการซื้อขายหุ้น เป็นการเก็บที่มีนัยยะ ไม่ใช่เชิงสัญลักษณ์ บางเรื่องต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องบ้าง ไม่ใช่ทำในสิ่งที่ถูกใจเสมอ
ต้องยอมรับว่ารายได้หลักของรัฐคือภาษี ถ้าเราจะมีสวัสดิการรัฐที่เหมาะสม ช่วยภาคส่วนที่เปราะบาง ก็ต้องมีรายจ่ายซึ่งมาจากรายรับจากการเก็บภาษีและเงินกู้ โชคดีที่เรายังมีสถานภาพทางการเงินที่แข็งแกร่ง สามารถออกหุ้นกู้ได้ แต่จะกู้อย่างเดียวก็ไม่ได้ ในการบริหารจัดการเงินต้องมีจุดสมดุลเหมือนกัน
⦁ความสำคัญด้านการศึกษาของไทย
ทุกคนพูดเรื่องการศึกษาไทยพอสมควร จะใช้คำว่าด้อยค่าก็ได้เพราะบอกว่าหลักสูตรไม่ดีบ้าง ผลิตบัณฑิตออกมาแล้วไม่ตรงกับแรงงานที่ต้องการ แต่การลุกขึ้นมาทำไม่ค่อยมีคนทำ ซึ่งเด็กไทยเกือบ 2 ล้านคนเมื่อมีโควิด-19 พ่อแม่ถูกเลิกจ้างต้องกลับไปทำไร่ทำนาที่ต่างจังหวัด ลูกไม่ได้ไปโรงเรียน ต้องมาช่วยทำงาน ทำให้เด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษา การเรียนที่บ้านและไม่ได้ไปโรงเรียน ต้องมีเครื่องมือทางเทคโนโลยี ไอแพด ไอโฟน ไม่ใช่ทุกคนมี เด็กก็ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา เมื่อขาดตอนการศึกษา ก็หลุดออกไป พื้นที่ของเด็กที่สำคัญที่สุดคือต้องอยู่ในโรงเรียน แสนสิริทำเรื่อง Zero Dropout โดยเลือก จ.ราชบุรี ซึ่ง 3 ปีเราให้เงิน 100 ล้านบาท เพื่อจะนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา คิดว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสมและลุกขึ้นมาทำเอง จะขยายไปทำในจังหวัดต่างๆ อยากจะเห็นหน่วยงานหรือบริษัทใหญ่ๆ สามารถไปทำได้กับจังหวัดที่มีเด็กที่อยู่นอกระบบการศึกษา
ส่วนเรื่องสาธารณสุขก็สำคัญ เพราะโควิดทำให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำมีมากน้อยขนาดไหน เช่น การเข้าถึงวัคซีนของหลายคนและหลายภาคส่วนที่ยังเข้าถึงลำบากกว่าบางคนที่มีเส้นสาย ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่มันขมขื่น คนที่อยู่ข้างบนของเคเชฟ หรือคนที่มีรายได้สูงดูแลตัวเขาเองได้เมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บ คนระดับล่างรัฐก็ดูแลด้วย 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ชนชั้นกลาง น่าเป็นห่วง ฝากผู้ใหญ่ทั้งหลาย เรื่องของการกินรวบ เรื่องของการ Price Control ของระบบสาธารณสุขไทยที่เป็นปัญหาใหญ่

⦁โอกาสประเทศไทยในเวทีเอเปคปลายปีนี้
แอบดีใจ เพราะคนรุ่นใหม่อย่างคุณพสุ ลิปตพัลลภ ได้แตะเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ หรือ GEO Politics หรือเรื่องการเมืองภูมิภาค เป็นเรื่องสำคัญ เราไม่ได้อยู่ในโลกของตัวเราเอง เราอยู่ในจุดที่ตั้งภูมิศาสตร์ที่สำคัญของทั้งประเทศญี่ปุ่น จีน สหรัฐ เราเป็นประเทศที่ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ต้องมีความถ่อมตนในการเข้าหากับทุกคน ไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น ประธานาธิบดีของอินโดนีเซียจะจัด จี20 ก่อนที่จะมีการจัดเอเปค 4-5 เดือนที่แล้ว เขาบินไปต่างประเทศบ่อยทั้งยูเครน รัสเซีย การที่เขาบุกเยือนประเทศที่ใหญ่กว่า และถ่อมตนเข้าถึงได้ก็ส่งผลให้ไบเดน (ประธานาธิบดีสหรัฐ) บินมาร่วมงาน จี20 ผลจากที่เขาบินไปทำการบ้านไว้ก่อนจะมีการประชุมเกิดขึ้น
เรื่องเอเปคของไทยถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดี แต่ไม่แน่ใจว่าสายไปหรือไม่ แต่เรื่องการบ้านต้องทำไว้ก่อน เราฝักใฝ่ประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ได้ ต้องอาศัยการที่เราค้าขายกับทุกคน ซึ่งทำมาดีโดยตลอด ขอฝากไว้กับผู้นำ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะทำแค่เทกแคร์ เลี้ยงต้มยำกุ้งอย่างเดียว มันต้องมีประโยชน์ที่อื่นด้วย
⦁ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งความเหลื่อมล้ำ การท่องเที่ยว ภูมิรัฐศาสตร์ ในปัญหามีโอกาสและความหวังขนาดไหน
หลังโควิดหมดแล้ว เป็นช่วงขาขึ้นที่จะทำอย่างไรให้ใส่ตัวเร่ง และปลดล็อกทั้งหลายให้หมดไป การท่องเที่ยวถือเป็นสัดส่วน 20% ของจีดีพี หน่วยงานรัฐให้ความสำคัญเรื่องการเงินของประเทศ เรื่องเงินทุนสำรองที่มีอยู่สูงมากประมาณ 250 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงเป็นลำดับ 12 ของโลก มั่นคงมาก สามารถทำให้เรากู้ได้ เพื่อทำให้ชีวิตดีขึ้น การใช้ดอกเบี้ยประมาณ 3-4% แต่กู้มาใช้ถูกทางทำให้เกิดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เป็นสิ่งที่คาดว่ายังไงก็สามารถใช้เงินคืนได้ มองว่าเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งเหมือนกัน
ผมเป็นเอกชน และถือว่าไม่มีส่วนได้เสียและมีความปรารถนาดี และในฐานะเป็นหุ้นส่วนของประเทศไทยคนหนึ่งใน 70 ล้านคน ผมถือว่ามีสิทธิและมีหน้าที่ ต้องพูดว่าเรื่องที่จะดีขึ้นคือเรื่องของการเลือกตั้ง เป็นโอกาสที่คน 30-40 ล้านคนจะได้เลือกตั้ง สามารถเปลี่ยนประเทศไทยได้เลย การเลือกตั้งครั้งถัดไปเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องออกมาใช้สิทธิ ชอบรัฐบาลเก่า นโยบายถูกใจ หรือไม่ชอบอยากจะเปลี่ยน อยู่ที่การเลือกตั้ง ขอฝากว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย เชื่อว่า 500 คะแนนเสียง ถ้าเกิดว่ามีพรรคใดกลุ่มใดที่ได้เกิน 250 เสียงไปแล้ว ถือว่าเป็นฉันทามติของประชาชน และเชื่อว่า ส.ว. 250 เสียงเป็นตัวแทนประชาชน มีหน้าที่ต้องคิดให้ดี และลงคะแนนเสียงไปในทิศทางที่เห็นด้วยกับประชาชน ส.ว.มีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี แต่กฎหมายบางข้อไม่มีสิทธิโหวต จะเป็นปัญหาหากไม่ทำตามเจตนารมณ์ประชาชน
⦁มุมมองต่อภาวะผู้นำที่เหมาะสมกับยุคสมัยและคาดหวังจะเห็นผู้นำแบบไหน
เพราะว่าไทยมีระบอบประชาธิปไตย ผู้นำต้องเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง ต้องเป็นคนที่เข้าใจถึงความต้องการของประชาชน การจะเข้าใจได้ ต้องเป็นผู้นำที่เข้าถึงได้ การพบปะกับ ส.ส.เข้ารับฟังปัญหากับประชาชนแบบตั้งใจฟังในการแก้ไขปัญหาถือว่าสำคัญ เพราะ ส.ส.คือตัวแทนของประชาชน การเข้าถึงได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่ง
เรื่องภูมิศาสตร์ หรือการเมืองระหว่างประเทศ เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราไม่ได้ยืนอยู่ในโลกของเราเอง เรื่องภาษา ซึ่งผู้นำคนต่อไปไม่จำเป็นจะต้องพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ขอให้มีความคิด ความเข้าใจ เราต้องอยู่กับเพื่อนบ้าน อยู่กับมหาอำนาจ ต้องเข้าหาเขาและกล้าพูด กล้าต่อรอง จะซื้อสินค้าหรือมีอะไรแลกกับเขาหรือไม่เพื่อทำให้ประชาชนมีกินมีใช้ เรื่องภูมิรัฐศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคำนึงถึงเรื่องนี้ ด้านพฤติกรรม 2 เรื่องหลักของผู้นำ เป็นเรื่องที่นำมาซึ่งความเสมอภาคช่วยลดความเหลื่อมล้ำพอสมควร และอยากฝากเราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อผ่านวิกฤตมาก็มาก อยากช่วยท่านผู้นำลองทำในสิ่งที่ถูกต้องมากหน่อย อาจถูกใจน้อยหน่อย แต่มันต้องกล้าทำ
⦁ตรงนี้เป็นการเตรียมตัวสำหรับตัวเองหรือไม่
ประเทศไทยมีคนที่เหมาะสมกว่าผมเยอะ ผมทำหน้าที่ของหุ้นส่วนประเทศไทย ประชาชนคนไทยคนหนึ่งมาพูดจา มาพูดคุยกันวันนี้อาจจะถูกอาจจะผิด ต้องขอโทษด้วย แต่จิตใจบริสุทธิ์อยากให้เกิดเรื่องดีๆ ขึ้นในประเทศนี้ ไม่ว่าจะทำหน้าที่อะไรก็ตาม หลายท่านก็สามารถช่วยประเทศเดินไปข้างหน้าได้

