‘พสุ ลิปตพัลลภ’ ฉายภาพ ปัจจัยท้าทาย ‘ท่องเที่ยว บริการ’ คำถามชวนขบคิดพึ่งจีน

29.09.22 | 21:20 น.

‘พสุ ลิปตพัลลภ’ ฉายภาพ ปัจจัยท้าทายภาคท่องเที่ยว บริการ-คำถามชวนขบคิดพึ่งจีน

พสุ ลิปตพัลลภ ฉายภาพ ปัจจัยท้าทายภาคท่องเที่ยว บริการ กับคำถามชวนขบคิดพึ่งจีน และ ความเสี่ยงจากเรื่อง ภูมิรัฐศาสตร์

เมื่อวันที่ 29 กันยายน เวลา 10.50 น. ที่โรงแรม เรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ หนังสือพิมพ์มติชน จัดเสวนา หัวข้อ “ท้าชน PERFECT STORM ทางรอดเศรษฐกิจไทย” โดย นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวเสวนา ในหัวข้อ “Thailand New Chapter 2023” เวทีเดียวกับ ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย.

พสุ เกริ่นนำว่า เนื่องจากเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการด้านการท่องเที่ยว โรงแรม และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วย จากรณีที่ กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 0.75% เป็น 1.00% ต่อปีนั้น เป็นสัญญาณหนึ่งของการปรับการคาดการณ์ จีดีพีลดลงจากเดิมที่ตั้งเป้าที่ 3% เล็กน้อย ด้วยเงินบาทที่อ่อนค่าลงทะลุ 38 บาทต่อดอลลาร์ แต่เมื่อเทียบกับคู่ค้าของไทย นอกจากสหรัฐอเมริกา อาทิ จีน ญี่ปุ่น จะพบว่า เงินอ่อนค่าลดลงในระดับที่ใกล้เคียงกัน และเป็นสัญญาณว่า ภาวะเงินเฟ้ออาจไม่ยืดเยื้อ โดยคาดว่าจะปรับตัวลดลงจาก 6% ในปีนี้ เหลือ 2% ในปีหน้า ซึ่งทั้งเงินที่อ่อนค่า และภาวะเงินเฟ้อมีส่วนช่วยกระตุ้นการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของการท่องเที่ยว

นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน)

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่า ปี 2565 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 21 ล้านคน ขณะที่ ข้อมูลจาก บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประมาณการว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นที่ 30% ของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เคยมี ซึ่งจะเป็นส่วนชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยว 40 ล้านคนที่หายไป เพราะช่วงที่ผ่านมาไทยยังตามหลังหลายประเทศในอาเซียน ขณะนี้ จึงรอจังหวะว่า จำนวนนักท่องเที่ยวดังกล่าวจะกลับมาเมื่อไร เพื่อเป็นปัจจัยหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งถ้านักท่องเที่ยวเดินทางมาเพิ่มขึ้น และมีการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลดีต่อผู้บริโภค เพราะมีส่วนช่วยสร้างความมั่นใจของประชาชน และกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มมากขึ้นด้วย

Advertisement

“แต่เราจะกระตุ้นการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจีน ที่เป็นนักท่องเที่ยวหลักของไทยได้อย่างไร ด้วยปัจจุบันจีนมีนโยบาย Zero COVID Policy และยังยืนยันที่จะดำเนินการต่อเนื่อง จึงเป็นความเสี่ยงหนึ่ง ดังนั้น ต่อให้ไทยเปิดประเทศแต่นักท่องเที่ยวไม่กลับเพิ่มขึ้น และด้วยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐของจีน อาจเป็นแรงจูงใจหนึ่งที่ทำให้ไม่ยอมปล่อยนักท่องเที่ยวออกมา เพราะต้องการให้มีการใช้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่า อีกทั้ง ประชากรจีนอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งมีจำนวน 250 ล้านคน ยังไม่รับวัคซีนโควิด ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกยังมีอยู่มาก ดังนั้น การตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเศรษฐกิจถดถอย คนไม่มีเงิน หรือต้องประสบกับปัญหาเงินเฟ้อ นักท่องเที่ยวก็อาจจะไม่มา จึงถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง เพราะการท่องเที่ยวไม่ง่ายเหมือนการเปิด-ปิดสวิตซ์” นายพสุ กล่าว

 

นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน)

พสุ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดของโควิดที่ผ่านมา ต้องขอชื่นชมทุกคนที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ที่ใจสู้ เพราะต่างไม่เคยเจอสถานการณ์ที่รายได้เป็นศูนย์ และยังต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อไป แต่ขณะเดียวกัน โควิดก็ทำให้ได้รับโอกาสในการเปิดตลาดใหม่เพิ่มขึ้น โดยพุ่งเป้าไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวในประเทศกลุ่มตะวันออกกลาง เพื่อกระจายความเสี่ยงและไม่จำเป็นต้องยึดติดแบบเดิม ขณะเดียวกัน มีการตั้งเป้ากับนักท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเพียงอย่างเดียว แต่จะทำอย่างไรให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และใช้จ่ายเงินมากขึ้น เป็นเรื่องสำคัญ

“หากเราทำความเข้าใจธรรมชาติ จะพบว่าเหตุการณ์ความไม่แน่นอนแบบโควิด รวมถึงปัญหาความขัดแย้งสงคราม สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้น ทุกคนต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ รวมถึงโครงสร้างเศรษฐกิจเอง ก็ต้องดูว่า นอกเหนือจากการพึ่งพาด้านการท่องเที่ยวแล้ว จะสามารถพึ่งพาส่วนไหนได้อีกบ้าง ซึ่งต้องวางแผนรับมือทั้งในระยะกลาง และยาว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต และพร้อมที่จะรับมือมากขึ้น” นายพสุ กล่าว


กรรมการ บริษัทพราว กล่าวอีกว่า ระยะสั้นแน่นอนว่า มีลมส่งแล้วในแง่การท่องเที่ยวที่จะฟื้นตัวว่าเราจะทำอย่างไรให้ตรงตามเป้าหมายตามที่รัฐมนตรีและผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยตั้งไว้ หรือมากกว่านั้นซึ่งก็อยากจะเห็นมีการปรับเป้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง กับเรื่องการท่องเที่ยวการมูลค่าสูงน่าจะช่วยได้ในระยะสั้น แต่ในระยะกลางถึงระยะยาว สิ่งที่อยากฝากไปถึงภาครัฐ จากการเห็นเทรนด์ที่ผ่านมาในช่วง 10 ปี เทรนด์เรื่อง Global life station ทำอย่างไรที่จะได้ของเร็วของถูกและของดี

ขณะเดียวกัน กรณีระหว่างรัสเซียและยูเครนและสหรัฐอเมริกากับจีน นั้น วันนี้ทุกอย่างย้อนกลับหมด ทุกวันนี้จึงกำลังคุยเรื่องความปลอดภัยด้านอาหารพลังงาน รวมถึงความปลอดภัยของประเทศ ซึ่งเราไม่แคร์ว่าค่าใช้จ่ายจะเป็นอย่างไรปัญหาเงินเฟ้อ จะมาหรือไม่ ซึ่งเราควรจะรับมืออย่างไรกับปัญหานี้ ซึ่งส่วนตัวไม่มีคำตอบ รวมถึงเรื่อง Geopolitics ที่รุนแรงขึ้น เราเห็นยูเครนถูกบุก และหากวันหนึ่งไต้หวันถูกบุก ในฐานะประเทศไทยเราจะมีวิธีการเตรียมการรับมือนี้อย่างไร ด้วยจีนเป็นพันธมิตรหลักของเรา ขณะที่ไต้หวันก็เช่นกัน ขณะที่เราก็เป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่สงครามเวียดนาม เรื่องเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องหันกลับมาใส่ใจและต้องคิด


ในส่วนของคำถามเกี่ยวกับการเลือกตั้้งทั่วไปที่จะมีขึ้น กับความคาดหวังนั้น พสุกล่าวว่า ในฐานะนักธุรกิจมองว่าสิ่งสำคัญแรก สิ่งที่ทุกคนอยากได้คือเรื่องเสถียรภาพและความมั่นคง ในระยะสั้นด้านการท่องเที่ยวเราคุยกันไปมากพอสมควร รวมถึงด้านการส่งออกด้วย แต่ระยะยาวมองว่าเรื่องที่เป็นปัจจัยหลัก ที่ต้องเร่งแก้ไขคือเรื่องความไม่เท่าเทียมกัน เรื่องของความเหลื่อมล้ำซึ่งส่วนตัวคิดว่า สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้จากหลายมุมมองมากทั้งเรื่อง financial literacy ความรู้ทางการเงิน

ทำอย่างไรที่จะช่วยเรื่องคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง รวมถึงด้านการศึกษาในระยะยาวที่จะทำอย่างไรให้ แก้พื้นฐานตรงนี้และวางรากฐานในระยะยาวมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้คนของเรามีคุณภาพ ทั้งหมดหากสามารถทำได้จริง ซึ่งก็ยังหวังว่าจะทำได้สักวันหนึ่ง มันก็น่าจะหมายถึงโอกาส ซึ่งหากเราสามารถสร้างโอกาสให้ได้ เราจะสามารถพัฒนาสินทรัพย์ ที่มีค่ามากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งก็คือบุคลากร ที่เป็น Soft Power ของเรา ที่ทำงานอยู่ใน Sector ต่างๆ โรงแรม หรือร้านอาหาร เพราะถ้าไม่มีบุคคลเหล่านี้ไม่ว่าการบริการต่างๆ โรงแรมในระดับ 5 ดาวจะสวยหรูหราก็ไม่สามารถออกมาได้ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องสร้างโอกาส ให้คนเหล่านี้ได้เจริญเติบโตในอาชีพนั้นๆได้”