ธปท.ยันการเมืองไม่กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน เผยเศรษฐกิจเดือน ส.ค.ขาดดุลต่อ 1.3 แสนล้าน
เมื่อวันที่ 30 กันยายน น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารการสื่อสารองค์กร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการแถลงข่าวเศรษฐกิจและการเงิน เดือนสิงหาคม 2565 ว่าสำหรับสถานการณ์ทางการเมืองจะยังไม่มีผลกระทบต่อภาคการเงิน เนื่องจากการเบิกจ่ายงบประมาณได้มีการอนุญาตโดยผ่านการพิจารณาตามวงรอบการประชุมสำหรับการนำงบประมาณมาใช้ในเรื่องต่างๆ แล้ว ดังนั้น การดำเนินการทางเศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างไม่สะดุด
นอกจากนี้ ในแง่การเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างประเทศ เชื่อว่าโดยปกติจากช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ทางการเมืองไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาทางการเมือง และส่วนใหญ่ในแง่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็คงมีความกังวลบ้าง แต่เท่าที่เคยเห็น หรือที่ผ่านมาความเชื่อมั่นนักลงทุนจะอยู่ที่ภาพเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่องหรือไม่ อีกทั้งนโยบายของทั้งการเงินและการคลังได้สนับสนุนเศรษฐกิจให้เดินต่อไปอย่างมีเสถียรภาพหรือไม่ คาดว่าเรื่องนี้จะเป็นน้ำหนักที่นักลงทุนให้ความสนใจมากกว่า
อย่างไรก็ตาม หากมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือจะไม่เปลี่ยนแปลงต่ำแหน่งดังกล่าว ยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากสิ่งที่เป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจจริงๆ คือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจว่ามีการฟื้นตัวอย่างสมดุลหรือไม่ นโยบายที่จะเข้ามาดูการฟื้นตัวเศรษฐกิจยังสามารถทำได้ต่อเนื่องหรือไม่ และในช่วงที่ผ่านมายังไม่มีอะไรที่ถูกทำให้นักลงทุนหวั่นไหวลงไป หากดูที่เงินเคลื่อนย้ายก็ยังไม่มีการไหลออกมากมาย ถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะผันผวนสะท้อนให้เห็นว่าพื้นฐานด้านการเงินไทยยังแข็งแกร่ง

ทั้งนี้ จากภาพไตรมาส 2/2565 ที่ออกมาไม่ได้ดีเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นมองว่าไตรมาส 3/2565 เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง เพราะประเทศเริ่มมีการเปิดเมืองที่ภาคการท่องเที่ยวจะกลับมา ดังนั้น ไตรมาส 3-4/2565 เป็นช่วงที่มองภาพเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ก่อนในช่วงเกิดโควิด
นางสาวชญาวดีกล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยเดือนสิงหาคมยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนทรงตัว ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้น สอดคล้องกับการผลิตภาคอุตสาหกรรม สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติยังฟื้นตัวต่อเนื่อง และการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวจากรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน อย่างไรก็ตาม มูลค่าการส่งออกสินค้าปรับลดลงตามอุปสงค์ต่างประเทศที่ชะลอตัวประกอบกับมีปัจจัยกดดันชั่วคราวด้านอุปทาน
อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสะท้อนว่าเครื่องชี้ภาคบริการยังปรับตัวดีขึ้น โดยนักท่องเที่ยวเดือนสิงหาคม มากถึง 1.2 ล้านคน หากนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากถึง 4.4 ล้านคน
ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องที่ 3.9% จากเดือนก่อนที่มีทิศทางลดลง 2.9% มาจากอุปสงค์ประเทศคู่ค้าที่ชะลอลง โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปและโลหะไปจีน ประกอบกับมีปัจจัยกดดันชั่วคราวด้านอุปทานในหมวดปิโตรเลียม อย่างไรก็ตาม การส่งออกบางหมวดเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน อาทิ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน

นางสาวชญาวดีกล่าวว่า ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนสิงหาคม ขาดดุล 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเป็นจำนวนเงิน 1.3 แสนล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนที่ขาดดุล 4.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือเป็นจำนวนเงิน 1.6 แสนล้านบาท จากการดุลบริการ รายได้ และเงินโอนที่ลดลง เนื่องจากนักลงทุนส่งกลับกำไรของนักลงทุนต่างชาติที่ลดลงเป็นสำคัญ ขณะที่ดุลการค้าขาดดุลมากขึ้นตามมูลค่าการนำเข้าเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ ทั้งนี้ สำหรับต้นปีที่ผ่านมา ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล 18.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือจำนวนเงิน 7 แสนล้านบาท
ด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ เฉลี่ยแข็งค่าขึ้นตามการอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ จากตลาดการเงินเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น และมีการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่า แต่ในเดือนกันยายน อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐ เฉลี่ยอ่อนค่าลงจากปัจจัยที่เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณจะดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดกว่าที่ตลาดคาดไว้ นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศทำให้เงินบาทอ่อนลงเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 2/2565 ออกมาได้ดีเท่าที่คาดการณ์
ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ 7.86% จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดตามราคาผักและผลไม้เป็นสำคัญ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับขึ้นเล็กน้อยที่ 3.15% จากเดือนที่แล้วอยู่ที่ระดับ 2.99% เพิ่มขึ้นตามราคาอาหารสำเร็จรูปและของใช้ส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มกิจกรรมทางเศรษฐกิจในเดือนกันยายน 2565 มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับดีขึ้น โดยระยะต่อไป ต้องติดตาม 1.การปรับเพิ่มขึ้นของต้นทุน ค่าจ้าง และราคาสินค้า 2.อุปสงค์ของต่างประเทศที่ชะลอตัว และ 3.การแพร่ระบาดของโควิดและนัยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

