ในช่วงก่อนหน้านี้อาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (Energy Absolute Public Company Limited: EA) หรืออีเอ มากนัก แต่มาระยะหลัง เมื่อธุรกิจพลังงานมีบทบาทมากขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า ทำให้ชื่อของอีเอได้รับการกล่าวถึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
อีเอ ภายใต้การบริหารงานของ นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดำเนินธุรกิจทางด้านพลังงานหลากหลายธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจผลิตไบโอดีเซลและกลีเซอรีนบริสุทธิ์ เป็นธุรกิจแรกๆ ดำเนินการมาประมาณ 15 ปีแล้ว

หลังจากนั้นก็แตกไลน์ธุรกิจไปยังธุรกิจผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าพลังงานลม ธุรกิจพัฒนาและผลิตแบตเตอรี่ ธุรกิจบริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า และธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งนวัตกรรมเพื่ออนาคตอย่าง รถไฟฟ้า, เรือไฟฟ้า รวมทั้งหัวรถจักรไฟฟ้า โดยฝีมือคนไทย 100%
ล่าสุด อีเอเปิดให้ “เครือมติชน” ได้เข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่ทันสมัย ที่บริษัทอมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จํากัด อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา พื้นที่ยุทธศาสตร์เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี
บริษัท อมิตา เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทในกลุ่มย่อยของอีเอ เป็นการร่วมทุนกับบริษัท อมิตา จากไต้หวัน ผลิตและจำหน่ายโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจรที่ทันสมัย มีกำลังการผลิตขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน สามารถผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนและระบบสํารองไฟฟ้าได้เอง ครบทุกระบวนการ ด้วยกําลังการผลิตในระยะเริ่มต้น 1 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี และมีแผนขยายสู่ 50 กิกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี ในอนาคต
โรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งนี้ให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลักสูงสุด ได้แก่ 1.การควบคุมความชื้น ศัตรูหลักของกระบวนการผลิตแบตเตอรี่ 2.ความสะอาด จะต้องปราศจากสิ่งปนเปื้อน จึงเป็นที่มาของการนำเครื่องจักรมาใช้แทนคนในกระบวนการผลิต และ 3.ความปลอดภัย จะต้องไม่ให้เกิดเพลิงไหม้หรือการระเบิดอย่างเด็ดขาด ดังนั้น ผนังของแวร์เฮาส์เก็บวัตถุดิบและโรงงานผลิต จึงออกแบบให้สามารถทนไฟได้ถึง 3 ชั่วโมง การประกอบแบตเตอรี่ที่เห็นเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ภายในจะเป็นไปในลักษณะแซนด์วิชเป็นชั้นๆ ประกอบด้วย แผ่นขั้วลบ แผ่นพลาสติกชนิดพิเศษ และแผ่นขั้วบวก วางสลับกัน เพื่อไม่ให้ประจุไฟฟ้าบวกและลบไหลเข้าไปรวมกัน ทำให้เกิดไฟชอร์ต และการตัดแผ่นจะต้องเรียบ ไม่ให้เกิดเสี้ยนหรือรอยหยักแม้แต่นิดเดียว เพราะนั่นหมายถึงอันตรายจะเกิดขึ้นในขณะการใช้งานในรถยนต์และเมื่อประกอบเป็นกล่องแบตเตอรี่เรียบร้อยแล้ว จะต้องผ่านกระบวนการทดสอบ ทั้งเผาไฟ จุ่มในน้ำ จนแน่ใจว่าไม่มีปัญหา หลังจากนั้นจะนำไปบ่ม 14 วัน เหมือนบ่มผลไม้ให้สุกก่อนกิน เพื่อให้สารเคมีต่างๆ ในแบตเตอรี่ที่ประกอบเข้าด้วยกัน ทำปฏิกิริยาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ไม่เกิดปัญหาตามมาภายหลัง


นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้เยี่ยมชมโรงงานผลิตรถโดยสารพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศ ใช้ชื่อว่า บริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จํากัด ที่ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับมาตรฐานระดับสากล ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต จนถึงการให้บริการดูแลซ่อมบํารุงหลังการขายครบวงจร รวมทั้งยังผลิตเรือไฟฟ้า และหัวรถจักรไฟฟ้า ภายใต้ชื่อแบรนด์ “ไมน์” (MINE)
แรกเริ่มได้ผลิตเรือพลังงานไฟฟ้า วิ่งให้บริการเรือโดยสารแม่น้ำเจ้าพระยา เส้นนนทบุรี-สะพานตากสิน จนถึงปัจจุบัน ใช้ชื่อว่า ไมน์ สมาร์ท เฟอร์รี่ (MINE Smart Ferry)
เรือดังกล่าวขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 800 KWh นำเทคโนโลยีการชาร์จ ดีซี ฟาสต์ ชาร์จเจอร์ (DC Fast Charger) ที่ทันสมัยที่สุดของกลุ่มอีเอ สามารถชาร์จเร็ว
ทั้งเรือและรถบัสไฟฟ้าได้ภายใน 15-20 นาที สามารถวิ่งได้เป็นระยะเวลา 3 ชั่วโมงติดต่อกัน
ต่อมาประกอบ อีบัส หรือรถโดยสารไฟฟ้า ล่าสุดประกอบให้กับรถร่วม ขสมก.สาย 8 และทยอยส่งมอบให้กับรถร่วม ขสมก.สายอื่นๆ รวมทั้งรถร่วม บขส.ใช้วิ่งเส้นทางต่างจังหวัดระยะใกล้ๆ อีกด้วย
โรงงาน แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี แห่งนี้มีคนงานประมาณ 700 คน มีเนื้อที่ 80 ไร่ เน้นผลิตรถเพื่อการพาณิชย์ ได้วันละ 10 คัน ใช้พนักงาน 1 กะ และเตรียมจะเพิ่มเป็น 30 คัน จากช่วงแรกผลิตวันละไม่เกิน 5 คัน ใช้ชิ้นส่วนในประเทศหรือโลคัลคอนเทนต์กว่า 49%
นายสมโภชน์เล่าให้ฟังว่า พูดได้เลยว่าโรงงานแห่งนี้ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก เพราะนำเอาสิ่งที่ดีที่สุดในโลกนี้มาทำ มีโรงงานชุบสีใหญ่ที่สุดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยโรงงานออกแบบเต็มที่ผลิตได้วันละ 30 คัน

นอกจากนี้ อีเอยังแตกไลน์การผลิตรถจักรไฟฟ้าหัวลากระบบราง เพื่อใช้งานที่สถานีกลางบางซื่อ และรถจักรไฟฟ้าหัวลากสินค้าจากลาดกระบังไปแหลมฉบัง
และล่าสุด ในเดือนตุลาคมนี้เตรียมเปิดตัว อีทรัค รถกระบะไฟฟ้าตอนเดียว หรือซิงเกิลแค็บ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้า และเตรียมจะเข้าร่วมงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป ปลายเดือนพฤศจิกายนนี้อีกด้วย
รวมทั้งยังมีแผนจะบุกธุรกิจดัดแปลงรถเก่าเปลี่ยนจากระบบใช้น้ำมัน หรือสันดาปภายใน มาเป็นระบบไฟฟ้า โดยใช้แบตเตอรี่ที่ทางบริษัทพัฒนาขึ้นมา คาดว่าจะเปิดตัวได้ในช่วงปี 2566
ทางอีเอมั่นใจว่าจะเป็นตัวช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าจั๊มพ์สตาร์ต หรือก้าวกระโดดไปอีกขั้น และคาดการณ์เบื้องต้นว่าอาจจะเปิดราคาไม่เกิน 3 แสนบาท ขณะนี้ได้พัฒนารถปิกอัพและรถบรรทุกต้นแบบล็อตแรกแล้วประมาณ 7-9 คัน
และธุรกิจที่สำคัญอีกด้านของอีเอคือ พัฒนาแบตเตอรี่ชาร์จเร็ว ภายใน 15 นาที ติดตั้งที่สถานีชาร์จของอีเอทั่วประเทศ
ธุรกิจดังกล่าวทั้งหมดนี้ อีเอเชื่อว่าจะช่วยเป็นฟันเฟืองที่สำคัญ ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า หรือฮับอีวี ได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ว่า ปี 2030 ไทยจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ของรถยนต์ผลิตในประเทศ หรือคิดเป็นรถยนต์ 7.5 แสนคัน ได้อย่างแน่นอน
นายพล

