หน้าแรก เศรษฐกิจ กอนช.รับลูก &...

กอนช.รับลูก ‘บิ๊กป้อม’ เร่งระบายน้ำท่วมลดผลกระทบหลัง ‘พายุโนรู’ สลายตัว

1.10.22 | 17:05 น.

กอนช.รับลูก ‘บิ๊กป้อม’ เร่งระบายน้ำท่วมลดผลกระทบหลัง ‘พายุโนรู’ สลายตัว

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่สำนักงานชลประทานที่ 7 จ.อุบลราชธานี นายสุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้ กอนช. ว่า แม้ว่าพายุโนรูจะอ่อนกำลังและสลายตัวแล้ว แต่ก็ส่งผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำริมสองฝั่งลำน้ำชีและมูลที่ยังคงสูงเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสภาพอากาศในระยะนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังอยู่ในช่วงฤดูฝนซึ่งถือว่าก็ยังมีความเสี่ยงจากฝนที่ตกลงมาต่อเนื่อง จึงต้องบริหารจัดการน้ำอย่างระมัดระวัง โดยคำนึงผลกระทบกับประชาชนส่วนใหญ่และพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ

นายสุรสีห์ กล่าวว่า รวมถึงเร่งสำรวจโครงสร้างระบบชลประทาน คันกั้นน้ำ อุปกรณ์เครื่องจักรเครื่องมือให้พร้อมใช้งาน เพื่อเร่งสูบน้ำและระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขังให้กลับเข้าสู่ลำน้ำและระบายลงสู่แม่น้ำโขงโดยเร็วที่สุด โดยปัจจุบันระดับน้ำมูลสถานี M.7 บริเวณสะพานเสรีประชาธิปไตยสูงกว่าระดับตลิ่ง 2.83 เมตร และระดับน้ำจะสูงสุดวันที่ 6 ตุลาคมนี้ จะไหลผ่าน M.7 อยู่ที่ 4,785 ลูกบาศก์เมตร​ (ลบ.ม.)​ต่อวินาที จากการวิเคราะห์ของศูนย์ส่วนหน้าฯ ปริมาณฝนภาคอีสานยังคงมีอยู่แต่ไม่มากนัก จึงคาดว่าระดับน้ำที่ M.7 ประมาณวันที่ 28 ตุลาคม 2565 จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังต้องติดตามต่อเนื่องเพื่อปรับแผนจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณฝนที่ตกลงมาตอนบน ควบคู่กับการเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนให้สามารถกลับเข้าสู่บ้านเรือนเพื่อสำรวจความเสียหายทรัพย์สิน และรับชดเชยเยียวยาตามหลักเกณฑ์ต่อไป

ทั้งนี้ แม้ว่าพายุโนรูทำให้เกิดฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ซึ่งเบื้องต้นศูนย์ส่วนหน้าฯ พบว่า ปริมาณฝนจากพายุโนรูลูกเดียวมากกว่าปริมาณฝนจากพายุโพดุล และคาจิกิเมื่อ เมื่อปี 2562 แต่ปี 2565 เรามีการบริหารจัดการน้ำที่ดีขึ้น รวมถึงมีการบูรณาการหน่วยงานภายใต้ศูนย์ส่วนหน้าฯ กอนช. เพื่อเตรียมการป้องกันผลกระทบให้ประชาชนไว้ล่วงหน้า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงน้อยกว่า มีการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนต่างๆ โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่ได้ช่วยเก็บกักน้ำเพื่อหน่วงน้ำไว้ไม่ให้หลากลงท่วมในพื้นที่ท้ายน้ำด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่ง สทนช.ได้ประเมินน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 35 แห่ง จากอิทธิพลของพายุโนรู มีปริมาณน้ำลงเขื่อนเพิ่มขึ้นประมาณ 11,502 ล้าน ลบ.ม. เมื่อพายุสลายตัวแล้ว สทนช.จะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกรมทรัพยากรน้ำ วางแผนการบริหารจัดการน้ำในการเก็บกักน้ำ รวมถึงพิจารณาการเพิ่มอัตราการระบายน้ำโดยวิเคราะห์จากปริมาณฝนในช่วงเดือนตุลาคมนี้ อย่างต่อเนื่องด้วย” นายสุรสีห์ กล่าว

นายสุรสีห์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ให้ทุกหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบน้ำจากพายุโนรู ในพื้นที่ภาคอีสานแล้ว ยังมีพื้นที่ภาคกลางที่พบว่าสถานการณ์น้ำเหนือที่เพิ่มขึ้น ในวันที่ 3 ตุลาคมนี้ พล.อ.ประวิตร มีกำหนดลงพื้นที่ประชุมร่วมกับศูนย์ส่วนหน้าฯภาคกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยาและการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาอุทกภัย ณ เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ก่อนลงพื้นที่ให้กำลังใจประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา อีกด้วย

Advertisement