หน้าแรก เศรษฐกิจ “บิ๊กอสังหา” ...

“บิ๊กอสังหา” ชี้เศรษฐกิจไทยใกล้ถดถอย แนะรัฐเร่งฟื้นกระตุ้นทุกด้าน ก่อนถูก ‘เวียดนาม’ แซง

3.10.22 | 13:50 น.

“บิ๊กอสังหา” ชี้เศรษฐกิจไทยใกล้ถดถอย แนะรัฐเร่งฟื้นกระตุ้นทุกด้าน ก่อนถูก ‘เวียดนาม’ แซง

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาว่ายังดำรงตำแหน่งไม่ครบ 8 ปี ไม่ได้มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เพราะตอนนี้ประชาชนรู้สึกได้อยู่แล้วว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาสภาวะเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี เชื่อว่าทุกคนมีคำตอบอยู่แล้ว รวมถึงรัฐบาลเองก็รู้อยู่แล้วเศรษฐกิจไทยโตได้ตามที่ต้องการหรือไม่

“ช่วง 3 เดือนที่เหลือของปี 2565 อยากให้รัฐบาลมาให้ความสำคัญการฟื้นฟูเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน หลังโควิดระบาดต่อเนื่องถึง 3 ปี ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยย่ำแย่ไปมาก ยังต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก ปัจจัยลบจากราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น หนี้ครัวเรือนสูง” นายอุทัยกล่าว

นายอุทัยกล่าวว่า ในฐานะภาคเอกชนที่ลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ อยากให้รัฐบาลดูแลเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ล่าสุดปรับขึ้นอีก 0.25% หรือ 1 สลึง เพราะดอกเบี้ยถือเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งของเอกชนที่กู้เงินมาลงทุนพัฒนาโครงการ เมื่อดอกเบี้ยขึ้นต้นทุนก็ต้องขึ้นตาม ขณะเดียวกันจะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของลูกค้าลดลง

“การขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้อ เงินไหลออก จากเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งเงินบาทอ่อน ถือว่าส่งผลีต่อการส่งออก และสินค้านำเข้าทุกอย่างจะได้รับผลกระทบหมด เช่น น้ำมันที่เรายังต้องนำเข้าอยู่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ต้องเข้าใจด้วยว่า การขึ้นดอกเบี้ยแต่ละครั้งก็ส่งผลกระทบหมดทุกคน อยากให้รัฐบาลไปดูการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของต่างประเทศบ้าง นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว เพราะมีบางประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจเหมือนกัน แต่เขาไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย แต่ทำไมเศรษฐกิจเขายังเดินไปได้ เมื่อเปรียบเทียบไทยกับประเทศใกล้เคียง เช่น เวียดนาม เป็นประเทศกำลังเติบโต ตอนนี้เศรษฐกิจโดยรวมของไทยถดถอยกว่าเวียดนามมาก” นายอุทัยกล่าว

Advertisement

นายอุทัยกล่าวว่า ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ถือว่าเป็นตัวหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต ซึ่งอยากให้รัฐบาลขยายมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% จะสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2565 และมาตรการการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ที่กำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันหรือกู้ได้เต็ม 100% จะสิ้นสุดมาตรการปลายปี 2565 นี้ออกไปอีก 1 ปี รวมถึงมาตรการให้ต่างชาติได้วีซ่าระยะยาว 10 ปี เพิ่มแรงจูงใจให้มาซื้อที่อยู่อาศัยในไทยมากขึ้น เป็นต้น

“รัฐบาลต้องกระตุ้นเศรษฐกิจทุกด้าน ทั้งภาคการส่งออก ท่องเที่ยว การลงทุน เพราะตอนนี้เรากินบุญเก่ามานานมากแล้ว ต้องคิดใหม่ หาอะไรใหม่ๆ ที่ทำให้เศรษฐกิจเราเดินหน้า เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ภาคธุรกิจหรืออื่นๆ ก็จะดีขึ้นตาม” นายอุทัยกล่าว

ร.อ.กรี เดชชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายธุรกิจที่อยู่อาศัย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาบริหารงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาลชุดเก่า มองในแง่ดีทำให้ยังเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มจะฟื้นตัวหลังโควิดที่เริ่มคลี่คลายและจากการเปิดประเทศ ได้เดินหน้าในช่วงระยะเวลาที่เหลือไม่กี่เดือนก่อนจะมีการเลือกตั้งในปี 2566 และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยากให้รัฐบาลขยายมาตรการต่างออกไปอีก เช่น ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง มาตรการ LTV เป็นต้น

“ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว หลังโควิดเริ่มหายไป การที่ พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อหรือไม่ ไม่มีผลมากนัก เพราะอีกแป๊บเดียวเราก็เลือกตั้งแล้ว ส่วนตัวท่านนายกฯเองเชื่อว่าคงรู้แล้วว่าการกลับมาครั้งนี้จะต้องปรับตัวหรือปรับวิธีการทำงานอะไรบ้าง ท่ามกลางความยากลำบากในขณะนี้ ถ้าอยากเป็นที่ประทับใจ ต้องใช้ช่วงโค้งสุดท้ายสร้างภาพลักษณ์และผลงานให้กับตัวเอง” ร.อ.กรีกล่าว

ร.อ.กรีกล่าวว่า สำหรับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาตินั้น เป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนจะต้องคิดหากจะต้องลงทุนอะไร รวมถึงรอดูทิศทาง ความชัดเจนของรัฐบาลใหม่ หลังการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม 2566