หน้าแรก เศรษฐกิจ แบงก์ดิ้นหนีว...

แบงก์ดิ้นหนีวงล้อมฟินเทค รุกดิจิตอลเน้นลดต้นทุน รักษารายได้ ศึกษาพฤติกรรมลูกค้าพัฒนาบริการตอบโจทย์

14.11.16 | 16:47 น.

นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงค์ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวในระหว่างอภิปรายกลุ่มหัวข้อ “Fin Tech กับการปรับตัวของธุรกิจ Wealth Mnagement” ในงานสัมมนา “TFPA Wealth Management Forum 2016” จัดโดยสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ว่า ปัจจุบันฟินเทคที่เข้ามามีบทบาทกับการบริหารความมั่งคั่งของลูกค้ามากขึ้น ส่วนตัวมองว่าลูกค้าที่มีความมั่งคั่งไม่สูงมากนักและกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งที่เป็นคนรุ่นใหม่จะเริ่มไปใช้บริการฟินเทคมากขึ้น เพราะมีค่าบริการต่ำ นอกจากนี้ กลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด แต่เริ่มมีสินทรัพย์ที่ต้องการต่อยอดหรือบริหารจัดการเริ่มนำสินทรัพย์มาไว้ในโปรแกรมที่ฟินเทคทำไว้ด้วย


อย่างไรก็ตาม มองว่าแม้ในระยะนี้ฟินเทคจะเข้ามาจับกลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่งไม่สูงนัก แต่ธนาคารจะวางใจไม่ได้ เนื่องจากในอนาคตหากฟินเทคมีฐานข้อมูลมากขึ้นและสร้างผลประกอบการที่ดีได้จะเริ่มกระทบกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งระดับกลางและระดับสูงได้ ดังนั้น ทางธนาคารจึงนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการพอร์ตลูกค้าโดยจะแจ้งเตือนไปที่พนักงานที่ดูแลลูกค้ามั่งคั่งทันทีเมื่อพอร์ตลูกค้าเริ่มเปลี่ยนแปลงออกไปจากแผน เพื่อให้พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ที่ดูแลลูกค้าโทรไปแจ้งพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสม หรือให้บริการตามความต้องการของลูกค้า อีกทั้งจะช่วยให้พนักงานธนาคารมีเวลาดูแลหรือใส่ใจรายละเอียดลูกค้าได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ สำหรับฟินเทคและธนาคารนั้น มองว่าปัจจุบันฟินเทคเป็นเพียงเครื่องมือที่เข้ามาช่วยบริหารจัดการเงินเท่านั้น ยังไม่สามารถทดแทนการให้บริการของสถาบันการเงินได้ แต่ในอนาคตธนาคารและสถาบันการเงินจำเป็นต้องปรับตัวให้เหนือกว่าเครื่องมือหรือโปรแกรมที่ฟินเทคคิดค้นขึ้นซึ่งทรัพยากรที่เป็นมนุษย์อาจสู้การคำนวนของเครื่องมือไม่ได้ แต่มีจุดที่เหนือกว่าคือความมีชีวิตและความเข้าใจถึงอารมณ์ของลูกค้า

“ช่วงนี้ประเทศไทยอาจเรียกได้ว่าเป็นฟินเทค 2.0 ฟินเทคเองมีเทคโนโลยีแต่ขาดเงินทุนและฐานลูกค้า ธนาคารมีฐานลูกค้าเงินทุนแต่อาจขาดเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่าธนาคารต่างๆ เริ่มตั้งเงินเพื่อลงทุนในฟินเทคให้ทำงานร่วมกัน ขณะเดียวกันธนาคารเองก็พัฒนาคนเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบด้วย” นายจิรวัฒน์กล่าว

Advertisement

นายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ ด้านกรุงศรีคอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิตอล แบงค์กิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ฟินเทคในไทยมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ต่อเนื่อง หากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมช่วยสนับสนุนการเติบโตของฟินเทค เช่น การเข้าแหล่งเงินทุน ความรู้ด้านการบริหารจัดการ เป็นต้น มองว่ามกลุ่มลูกค้าของธนาคารที่จะได้รับผลกระทบจากฟินเทค คือ กลุ่มลูกค้ารายย่อย เพราะปัจจุบันมีฟินเทคที่เข้ามาให้บริการในส่วนของการชำระค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ และต่อไปก็จะมีการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลเกิดขึ้น เป็นเรื่องที่จะต้องมีการปรับตัว

“เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วจะเข้ามามีผลต่อการเคลื่อนของธุรกิจธนาคาร โดยจะเข้ามากระทบรายได้ ขณะที่ต้นทุนกลับเพิ่มขึ้น ดังนั้นต่อไปธนาคารจะแข่งขันกันที่การบริหารต้นทุน ธุรกิจที่จะอยู่รอดได้ต้องมีการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีด้วย โดยการใช้เทคโนโลยีในการเข้ามาช่วยลดต้นทุน ซึ่งต่อไปจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของแต่ละธนารารที่ต้องนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น และที่สำคัญ คือ การนำข้อมูลลูกค้าที่ธนาคารมีอยู่มาใช้เพื่อประกอบการบริหารจัดการและนำมาปรับใช้พัฒนาบริการรองรับความต้องการลูกค้า” นายฐากรกล่าว

นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด บริษัทในเครือธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า บริษัทได้รับเงินทุนจากธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งเป็นบริษัทแม่ เพื่อนำมาศึกษาและลงทุนด้านเทคโนโลยีหรือเจ้าไปลงทุนกับฟินเทค เพื่อนำมาปรับใช้กับบริการของธนาคารต่อ เบื้องต้นเน้นการเข้าไปลงทุนในกองทันที่มีการลงทุนในฟินเทคอยู่แล้วเพื่อเข้าไปศึกษาข้อมูล และอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลว่าจะมีการลงทุนในฟินเทคกลุ่มใดบ้าง ซึ่งขณะนี้พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนเร็ว ธนาคารต้องปรับเปลี่ยนให้ทันและต้องศึกษาพฤติกรรมลูกค้าและความต้องการลูกค้า

“ธนาคารและฟินเทความสามารถจะเติบโตไปด้วยกันได้ เพราะฟอนเทคจะเข้ามาช่วยปิดช่องว่างทางการเงินที่ธนาคารเข้าไม่ถึง ในระยะ 1-2 ปีนี้ ฟินเทคของไทยเช่น จิตตะ ฟีโนมินา ที่ให้ความรุ้และแนะนำด้านการลงทุนในตลาดทุนมีโอกาสที่จะขยายตัวและตลาดยังมีขนาดใหญ่ หรือล่าสุด รีฟิน ที่ให้บริการข้อมูลดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ต้องการรีไฟแนนซ์บ้านก็น่าสนใจ ซึ่งในส่วนของธนารารก็ต้องปรับตัว ทั้งนี้มองว่านอกจากกลุ่มฟินเทคแล้ว คู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับธนาคาร คือ คู่แข่งที่ไม่ใช่ธนาคารหรือฟินเทค แต่ว่ามีกลุ่มที่มีฐานลูกค้าดิจิตอลหรือข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า เช่น กูเกิ้ล เฟสบุ๊ค ไลน์ วงใน จุค เป็นต้น หากกลุ่มคนเหล่านี้พัฒนาตัวเองเข้ามาเล่นในตลาดการเงินบริการทางการเงินเชื่อว่าจะสามารถนำข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่มาวิเคราะห์และตอบสนองลูกค้าได้กว้างตามฐานลูกค้าที่มีอยู่จำนวนมาก” นายธนากล่าว