ผู้ว่าแบงก์ชาติ ตอบคำถามร้อน 4 ข้อ!! ไทยขึ้นดอกเบี้ยช้า-ทุนสำรองลดเพราะค่าบาท?
เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ นโยบายด้านการเงินกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน ในงาน Thailand Economic Outlook 2023 ว่า บริบทเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง และทั่วถึงมากขึ้น โดยจีดีพีปี 2565 และปี 2566 จะขยายตัว 3.3% และ 3.8% ตามลำดับ โดยแรงส่งหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชนและภาคท่องเที่ยว นอกจากนี้ คาดว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยในปี 2565 คาดว่าจะมากถึง 9.5 ล้านคน และในปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเพิ่มถึง 21 ล้านคน อย่างไรก็ตาม คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดโควิดได้ในช่วงปลายปี 2565 และในช่วงต้นปี 2566

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังสูงโดยเดือนสิงหาคมยังอยู่ในระดับ 7.86% แต่จะกลับเข้าสู่เป้าหมายในกรอบที่ 1-3% ในปี 2566 จากการคาดการณ์ว่าตัวเลขในปี 2565 จะทยอยลดลงอยู่ในระดับ 6.3% และจะเข้ากรอบเป้าหมายที่ 2.6% ได้ในช่วงปี 2566 นอกจากนี้ สถานการณ์เงินเฟ้อจากอุปทานจะทยอยคลี่คลายลง รวมถึงเงินเฟ้อจากอุปสงค์ยังจำกัด จากเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงแรกของการฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ธปท.จะยังติดตาม 3 เรื่องหลัก คือ 1.เงินเฟ้อฟื้นฐาน 2.การส่งผ่านต้นทุนของธุรกิจที่อาจเพิ่มขึ้น และ 3.ผลของบาทอ่อนต่อเงินเฟ้อ
ด้วยบริบทนี้ การดำเนินนโยบายควรปรับนโยบายสู่ภาวะปกติ (policy normalization) เพื่อเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้อย่างสมู้ดเทคออฟ หรือการฟื้นตัวอย่างสมดุล โดยสิ่งที่จะทำให้การฟื้นตัวสะดุดที่คำนึงถึง 3 เรื่องหลัก 1.เงินเฟ้อ 2.ภาวะการเงินตึงตัวเกินไป และ 3.กลุ่มเปราะบางเพิ่มขึ้น โดยนโยบายการเงินที่ต้องปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจไทยเพิ่งเริ่มฟื้น ท่ามกลางภาวะที่เงินเฟ้ออยู่ระดับสูงจากปัจจัยอุปทานเป็นหลัก แรงกดดันด้านอุปสงค์ยังจำกัด
“หากทิศทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงินในประเทศเปลี่ยนแปลงจากที่เคยคาดไว้ ธปท.พร้อมปรับขนาดและเงื่อนเวลาของการปรับดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมต่อไป”นายเศรษฐพุฒิกล่าว

นายเศรษฐพุฒิกล่าวว่า สำหรับการไขข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายการเงินของไทยจากคำถามที่พบบ่อย 4 ข้อ 1.ไทยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายช้าเกินไป และน้อยเกินไปหรือไม่นั้น การดำเนินนโยบายยืนยันว่าไม่ช้าเกินไป เนื่องจากเศรษฐกิจไทยฟื้นช้า หากเทียบต่างประเทศ ขณะที่เงินเฟ้อสูงจากปัจจัยอุปทานเป็นหลัก แรงกดดันด้านอุปสงค์จำกัด รวมถึงได้ขึ้นในระดับที่ไม่น้อยไป เนื่องจากเศรษฐกิจเพิ่งฟื้นตัว และยังมีกลุ่มเปราะบาง ซึ่งต้องดูแลด้วยมาตรการเฉพาะจุด
2.ส่วนต่างดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐที่กว้างขึ้นจะทำให้เงินทุนไหลออกจนเงินบาทอ่อนค่าลงมาก และเงินทุนสำรองลดลงเพราะต้องใช้พยุงค่าเงินบาทหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่ เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่มีผลต่อเงินทุน เช่น การฟื้นตัวเศรษฐกิจ เสถียรภาพเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ไทยยังมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเงินบาทอ่อนค่าจากเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าเป็นหลัก และการอ่อนค่าสอดคล้องกับสกุลภูมิภาคเดียวกัน และเงินทุนสำรองลดลงส่วนใหญ่มาจากการตีมูลค่าสินทรัพย์กลับเป็นเงินเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ธปท.ก็มีการเข้าไปดูแลค่าเงินในบางจังหวะ เนื่องจาก ธปท.ไม่ต้องการเห็นความผันผวนแรงเกินไปและเร็วเกินไปในบางจังหวะ แต่การเข้าไปดูแลนั้น ก็ไม่ได้เข้าไปฝืนทิศทางตลาด เพราะไม่สามารถไปคงระดับที่ค่าเงินแข็งค่ากว่านี้ เนื่องจากบทเรียนจากวิกฤต 2540 มีให้เห็นว่าถ้าไปฝืนตลาดจะเกิดความเสี่ยงมากขึ้น
3.ค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ 38 บาทต่อเหรียญสหรัฐหมายความว่าประเทศขาดเสถียรภาพหรือไม่นั้น ยืนยันว่าไม่ เนื่องจากเสถียรภาพต่างประเทศแข็งแกร่งและเงินทุนสำรองสูงเป็นอันดับ 12 ของโลก และเงินทุนสำรองต่อจีดีพีอยู่อันดับที่ 6 ของโลก ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลคาดว่าจะกลับมาเกินดุลปี 2566 ที่ 3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 0.7% ของจีดีพี
4.หากขึ้นดอกเบี้ยกระทบหนี้ครัวเรือน อาจจะกระทบแต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภาพรวมรายได้เอสเอ็มอีมีการฟื้นตัวได้ดีกว่าในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีกลุ่มเปราะบางยังคงได้รับผลกระทบ ดังนั้น จึงต้องมีการออกมาตรการให้ตรงจุดมากขึ้น


