หน้าแรก เศรษฐกิจ สรท. เชื่อสิ้...

สรท. เชื่อสิ้นปี 65 ส่งออกไทยมีโอกาสถึง 8% แม้มีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า

4.10.22 | 15:00 น.

สรท. เชื่อสิ้นปี 65 ส่งออกไทยมีโอกาสถึง 8% แม้มีปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนสิงหาคม 2565 มีการส่งออกมีมูลค่า 23,632 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 7.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 861,169 ล้านบาท ขยายตัว 20.4% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย ขยายตัว 10.1%)

นายชัยชาญ กล่าวว่า ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 27,848 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 21.3% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 1,026,654 ล้านบาท ขยายตัว 35.5% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนสิงหาคม 2565 ขาดดุลเท่ากับ 4,215.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 165,485 ล้านบาท

ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทย 8 เดือนแรกปี 2565 (เดือนมกราคม – สิงหาคม 2565) เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน พบว่า ไทยส่งออกรวมมูลค่า 196,446.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 11% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 6,635,446 ล้านบาท ขยายตัว 21.9% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย ขยายตัว 8.5%)

ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 210,578.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 21.4% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 7,218,870 ล้านบาท ขยายตัว 33.4% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมกราคม – สิงหาคมของปี 2565 ขาดดุลเท่ากับ 14,131.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 583,424 ล้านบาท

จากภาวะการส่งออกในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ที่ขยายตัวได้กว่า 11% ส่วนช่วงอีก 4 เดือนที่เหลือ (เดือนกันยายน-ธันวาคม 2565) ถึงแม้ว่าการส่งออกจะไม่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเลย การส่งออกของปีนี้ก็ยังขยายตัวได้ถึง 7% แต่หากช่วง 4 เดือนที่เหลือสามารถส่งออกได้เฉลี่ยเดือนละ 24,300 ล้านเหรียญสหรัฐ จะทำให้การส่งออกในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8% ซึ่งในการแถลงครั้งต่อไปน่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

Advertisement

“แม้จะมีหลายปัจจัยลบมารุมเร้า แต่ด้วยเศรษฐกิจพื้นฐานที่ดีทำให้เชื่อว่าจะสามารถผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ จึงคิดว่าจะๆได้เห็นตัวเลข 8% และสองปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การส่งออกปีนี้ขยายตัวได้เกิน 8% คือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีน รวมถึงการประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ในวันที่ 16 ตุลาคม 2565 จะมีนโยบายทางเศรษฐกิจอข่างไร กับเรื่องปัญหาขาดแคลนชิปคลี่คลาย””นายชัยชาญ กล่าว

นายชัยชาญ กล่าวว่า สำหรับกรณีเงินบาทอ่อนค่านั้นคงจะไม่ช่วยให้ไทยได้เปรียบเรื่องการแข่งขัน เพราะค่าเงินในภูมิภาคปรับตัวอ่อนค่าเช่นกัน โดยคาดว่าเงินบาทในช่วงไตรมาส 4 จะอยู่ที่ระดับ 37.0-38.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่มีความเป็นไปได้ที่เงินบาทจะปรับตัวอ่อนค่าไปมากกว่านี้ ขณะที่การส่งออกในหมวดอาหารจะได้รับโอกาสจากวิกฤตอาหารโลก

ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยบวก จากการเติบโตถภาคการผลิต และความต้องการสินค้ายังมีต่อเนื่อง และสินค้าของไทยยังคงการส่งออกขยายตัว เช่น เกษตรและอาหาร สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยังส่งผลให้ภาพการส่งออกโดยรวมของไทยขยายตัวไปได้ดี และหากการส่งออกของไทยทั้งปีขยายตัว 7% หรือมีมูลค่า 290,159 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกจากนี้ 4 เดือนไทยจะต้องส่งออกเฉลี่ย 23,427 ล้านเหรียญสหรัฐ และหากจะส่งออกให้ได้ 8% หรือมีมูลค่า 292,867 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งออกเฉลี่ย 4 เดือนจากนี้จะต้อง 24,105 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์อัตราเงินเฟ้อของประเทศคู่ค้าสำคัญทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะประเทศสหรัฐฯ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ดำเนินนโยบายทางการเงินแบบเข้มงวดด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรวดเร็วเพื่อควบคุมเงินเฟ้อส่งผลให้

1.เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกามีความเสี่ยงต่อการชะลอตัวอย่างมีนัยยะสำคัญ ก่อให้เกิดความกังวลต่อนักลงทุนและคู่ค้ากับสหรัฐฯ

และ 2. อัตราผลตอบแทนในการถือเงินดอลลาร์สูงขึ้น อุปสงค์เงินดอลลาร์มากขึ้น ค่าเงินดอลลาร์จึงเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าอย่างรวดเร็ว และส่งผลต่อเนื่องถึงสกุลเงินอื่นๆ ทั่วโลก ให้ปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ในทางกลับกันไทยอาจเสียเปรียบจากการส่งออกไปยังตลาดอื่นที่มีค่าเงินอ่อนค่ากว่า โดยเฉพาะการแข่งขันด้านราคาของไทยลดลง

ด้านราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงจากสถานการณ์ข้อพิพาทระหว่างยูเครนและรัสเซียที่ยังคงยืดเยื้อ ปริมาณน้ำมันคงคลังของสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง ประกอบการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้า (เอฟที) ภายในประเทศส่งผลต่อเนื่องถึงต้นทุนภาคการผลิตในภาคอุตสาหกรรมและต้นทุนในการดำรงชีวิตภาคครัวเรือน ปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก และปัญหาต้นทุนวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) , เหล็ก, ธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ถั่วเหลือง ข้าวโพด เมล็ดทานตะวัน แป้งสาลี อาหารสัตว์ ปุ๋ย เป็นต้น

สำหรับ ข้อเสนอแนะ ของ สรท. ได้แก่ 1.ควรเร่งส่งออกในช่วงค่าเงินบาทอ่อน แต่ต้องติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด รวมถึงพิจารณาการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงให้เหมาะสม

2.ด้านพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยขอให้ภาครัฐช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ระดับที่เหมะสม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากเกินไป โดยอยากให้ขยายมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกินลิตรละ 35 บาทไปจนถึงสิ้นปี และขอให้ภาครัฐช่วยพิจารณาควบคุมหรือปรับขึ้นค่าไฟฟ้า ทั้งในภาคการผลิตและภาคครัวเรือน แบบค่อยเป็นค่อยไป

และ 3.ขอให้เร่งแก้ไขปัญหากฎระเบียบด้านการถ่ายลำ เพื่อดึงดูดเรือแม่เข้ามาให้บริการแบบโดยตรง (Direct Call) ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการรับส่งสินค้า รวมถึงสามารถบริหารจัดการต้นทุนค่าระวางเรือให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในต่างประเทศได้