หน้าแรก เศรษฐกิจ ธนาคารกรุงเทพ...

ธนาคารกรุงเทพ แนะไทยตุนเงินสำรอง รับมือเศรษฐกิจโลกถดถอยกลางปี 66

4.10.22 | 17:22 น.

ธนาคารกรุงเทพ แนะไทยตุนเงินสำรอง รับมือเศรษฐกิจโลกถดถอยกลางปี 66

เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานเสวนา Thailand Economic Outlook 2023 ที่จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ว่า ในปี 2566 เป็นปีที่มีความท้าทายมากกว่าปี 2565 จากการเผชิญวิกฤตในภาคเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะในภาคการส่งออก การจ้างงาน โดยขณะนี้ไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยแล้ว สะท้อนจากภาคการส่งออกของไทยที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 65

นอกจากนี้ ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. พบว่าตัวเลขการบริโภคภายในประเทศขณะนี้เริ่มทรงตัวและนิ่ง จากช่วงก่อนหน้านี้ที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ จึงมีเพียงภาคการท่องเที่ยวที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นความท้าทาย และไทยจะต้องบริหารให้ดี มิเช่นนั้นไทยอาจก้าวไม่พ้นเหว

ดร.กอบศักดิ์ ยังมองถึงทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ว่า จากการที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงถึง 8% สูงสุดในรอบ 40 ปีนั้น ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด จำเป็นต้องใช้ยาแรงเพื่อสกัดตัวเลขเงินเฟ้อให้ลดลง จึงเชื่อว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึง 5% เป็นอย่างน้อย ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ ตัวเลขผู้ว่างงานจะพุ่งสูงถึง 5% และภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยประธานเฟด กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อคุมตัวเลขเงินเฟ้อให้ลดลง

ขณะที่ อัตราดอกเบี้นโยบายของไทย มองว่า จะปรับขึ้นไปที่ 1% กว่า ในขณะที่ประเทศอื่น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ Emerging Market อาจต้องปรับขึ้นไปถึง 4-8% โดยเชื่อว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 2 ครั้งในช่วงต้นปี 66 และมองว่าช่วงเดือนเมษายนปี 66 จะเห็นภาพชัดเจนว่า โลกจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ และเมื่อถึงตอนนั้น อัตราเงินเฟ้อจะปรับลดลง ทำให้ ธปท. ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า วิกฤตในกลุ่ม Emerging Market เช่น สปป.ลาว เมียนมาร์ บังคลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา รวมถึงประเทศในละตินอมริกา ที่ขณะนี้เริ่มเกิดปัญหาสะสม และจะลุกลามขึ้นในช่วงที่เฟดมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงสุด และ ความสามารถทางการแข่งขันที่ลดลงหลังวิกฤตผ่านพ้นไป ซึ่งถือเป็นอีกสิ่งที่น่ากังวลใจ

Advertisement

“วิกฤตเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศ Emerging Market ในช่วงกลางปีหน้า เราต้องทำตัวไม่ให้เป็นเหยื่อ โดยไทยจะต้องมีเงินทุนสำรองที่เพียงพอ เพราะทุกประเทศที่มีปัญหา เกิดขึ้นเพราะเงินสำรองหาย ดังนั้นไทยต้องถนอมเงินสำรอง เพราะไทยจะต้องใช้เงินเยอะในช่วงกลางปี” ดร.กอบศักดิ์ กล่าว

ดร. กอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า การที่เงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ แต่ถือเป็นการอ่อนค่าในอัตราใกล้เคียงกันเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และถือเป็นการช่วยเกษตรกร ช่วยภาคส่งออก และภาคการท่องเที่ยวของไทย พร้อมแนะให้มีการจัดสรรงบประมาณโปรโมทการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น มีการผลักดันเรื่อง LTR หรือวีซ่าระยะยาวสำหรับนักท่องเที่ยว ส่งเสริมการลงทุนโดยตรง หรือ FDI ส่งเสริมการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP ในโครงสร้างพื้นฐาน และแนะให้มีการเปิดเผยข้อมูลด้านต่างๆ ของไทยให้มากขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยว และการลงทุนที่เริ่มกลับมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในสายตาชาวต่างชาติ