คุมแคมเปญรูดปื๊ด
ดาบแก้หนี้ล้น-แบงก์ชาติ
เศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงกำลังฟื้นตัว แต่ยังมีโจทย์ใหญ่ต้องเร่งแก้ไข นั่นคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน เป็นปัจจัยหลัก “เลี้ยงไข้เศรษฐกิจ” ฝังรากลึกมานาน
แม้ด้านหนึ่งการก่อหนี้อาจฉุดรั้งการบริโภคในอนาคตและสร้างความเปราะบางในระบบเศรษฐกิจการเงิน
แต่อีกด้านหนึ่งการไม่ก่อหนี้เลย ทำให้ครัวเรือนใช้จ่ายได้น้อยลง ส่งผลเศรษฐกิจซบเซา
ดังนั้น หนี้ครัวเรือนจึงเป็นปัญหาที่มีทางเข้าและหาทางออกโดยเร็ว เพื่อลดการขยายตัวที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต
เรื่องนี้ “รณดล นุ่มนนท์” รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบัน การเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องออกมาแถลงว่า แบงก์ชาติให้ความสำคัญการดูแลหนี้ครัวเรือน เนื่องจากปี 2565 หนี้ครัวเรือนสูงอยู่ในระดับ 88% ต่อจีดีพี ถือว่ายังอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับระดับที่คิดว่าเหมาะสมกับความยั่งยืน และจากเกณฑ์สากลโดยปกติของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (องค์กร BIS) ประเมินว่าหนี้ครัวเรือนไม่ควรเกิน 80% ต่อจีดีพี
ขณะเดียวกันจากการติดตามข้อมูลพบว่า ในระบบสถาบันการเงินโดยรวม ยังทรงตัวและไม่น่ากังวลมาก แต่ในระยะต่อไปหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะเพิ่มขึ้น ซึ่งสัดส่วนคุณภาพหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) โดยในส่วนของหนี้ที่มีหลักประกันมีสัดส่วนประมาณ 65% ของหนี้รวม อาทิ หนี้เพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย 30% หนี้ธุรกิจ 20% หนี้เพื่อการซื้อรถยนต์ 10% ขณะที่หนี้ที่ไม่มีหลักประกันอย่างหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลมีสัดส่วน 35% เป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต “แม้จะไม่ใช่หนี้เสียทั้งหมด แต่แบงก์ชาติไม่ต้องการให้ประชาชนก่อหนี้เพิ่มโดยไม่จำเป็น”
ซึ่งแบงก์ชาติตระหนักถึงปัญหาหนี้ครัวเรือน จึงได้วางแนวทางในการดำเนินการแบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ ประกอบด้วย 1.การแก้หนี้ หรือการลดหนี้ในปัจจุบัน แบงก์ชาติจะยังออกแนวทางการแก้หนี้ให้ตรงจุดในกลุ่มลูกหนี้ที่เปราะบาง 2.ดูแลการปล่อยสินเชื่อให้มีคุณภาพมากขึ้น โดยสถาบันการเงินจะต้องไม่กระตุกพฤติกรรมผู้กู้ให้ก่อหนี้ที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และ 3.การให้ความรู้ทางการเงิน และวินัยทางการเงินของลูกหนี้ให้ทั่วถึงมากขึ้น นอกจากนี้ สำหรับวิธีการต่างๆ จะไม่ทำให้ประชาชนผู้ต้องการกู้เงินถูกผลักออกจากระบบสินเชื่อ พร้อมย้ำว่าเรื่องการจัดการหนี้ครัวเรือนอาจไม่เร็วและต้องใช้เวลา
โดยการดำเนินงานเฟสแรก ภายในไตรมาส 1/2566 แบงก์ชาติเตรียมออกประกาศ หรือหนังสือเวียน ถึงสถาบันการเงินภายใต้การกำกับดูแลและผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) สำหรับแนวทางการปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล หรือบัตรเครดิต ที่มีลักษณะการโฆษณาผ่านแคมเปญต่างๆ อย่างการใช้คำชี้ชวน “ของมันต้องมี”
เช่น กู้เพื่อไปท่องเที่ยวเมืองนอก กู้เพื่อซื้อสินค้าแบรนด์เนม กู้เพื่อผ่อนชำระมือถือ เป็นต้น ถือเป็นการโฆษณากระตุกพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนที่สนับสนุนให้ก่อหนี้จนขาดคุณภาพ จึงคาดว่าการออกมาตรการถึงสถาบันการเงินจะช่วยลดการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็นของภาคครัวเรือน
ขณะที่แวดวงการเงินก็มีการเคลื่อนไหว อย่าง “กาญจนา โชคไพศาลศิลป์” ผู้บริหารงานวิจัย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ให้ความเห็นว่า หนี้ครัวเรือนในภาพใหญ่เป็นข้อจำกัดของการบริโภคอยู่แล้ว และการทำมาตรการของแบงก์ชาติในการลดแคมเปญ หรือโปรโมชั่นนั้น จะเข้ามากำกับในเรื่องของการก่อหนี้อย่างมีวินัยสำหรับผู้ขอกู้ หรือลูกหนี้ ให้ตระหนักถึงความจำเป็นในการก่อหนี้มากขึ้น รวมถึงจะเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่ที่ลูกหนี้อาจจะก่อหนี้โดยไม่จำเป็นให้เกิดเป็นภาระหนี้ในระยะยาว ซึ่งการดำเนินมาตรการก็เป็นการตอบสนองในสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกันในส่วนของสถาบันการเงิน หรือผู้ให้กู้ น่าจะให้ความสำคัญและยึดตามแนวนโยบายเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ เพื่อไม่ให้เกิดเป็นหนี้เสียในระบบการเงิน
สำหรับการดำเนินมาตรการมองว่าเป็นการทำงานในภาพใหญ่ที่มีขอบเขตการกำกับดูแลด้านการปรับภูมิทัศน์ด้านการเงินให้ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจที่จะเดินหน้าต่อ จึงคาดว่าตัวมาตรการน่าจะได้เห็นเรื่องการแก้หนี้เดิมในลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว การแก้ไขการก่อหนี้โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในบางกลุ่ม เช่น เด็กจบใหม่ที่ไม่ควรจะเป็นหนี้ตั้งแต่เริ่มทำงานในระดับต้น รวมถึงกลุ่มพนักงานบริษัทและประชาชนทั่วไป ที่มีการรูดบัตรเครดิตไปใช้ในเรื่องที่ไม่จำเป็น เป็นต้น
“หัวใจหลักของมาตรการ คาดว่าจะเป็นเรื่องการสร้างวินัยให้กับผู้กู้ หรือลูกหนี้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมในปัจจุบันท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่เข้าสู่สภาวะปกติ การกู้หนี้เพื่อนำมาใช้จ่ายยังมีความจำเป็น ซึ่งตรงนี้ สถาบันการเงิน หรือผู้ให้กู้จะต้องพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ อีกทั้งให้พิจารณาถึงการนำเงินส่วนที่เหลือมาใช้จ่ายนอกเหนือจากการใช้หนี้ที่ให้ลูกหนี้ได้มีเงินที่สามารถดำเนินชีวิตในส่วนอื่นต่อไปได้ด้วย รวมถึงการไม่กระตุ้นพฤติกรรมของลูกหนี้ให้เกิดการก่อหนี้อย่างไม่จำเป็นถือเป็นการลดปัญหาการเกิดหนี้ได้มากขึ้น”
“กาญจนา” ระบุอีกว่า การออกมาตรการดังกล่าว คาดว่าสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) จะให้ความร่วมมือและขานรับนโยบายที่เป็นแนวทางของแบงก์ชาติ เนื่องจากสถาบันการเงิน หรือผู้ให้กู้ คงไม่อยากให้ลูกหนี้ก่อหนี้และอาจกลายเป็นหนี้เสีย เมื่อลูกหนี้ไม่สามารถนำเงินมาชำระได้ตามกำหนดจะส่งผลเสียต่อระบบการเงินในด้านรายได้เช่นกัน
ดังนั้น การให้สินเชื่อของผู้ให้กู้เองก็ต้องมีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ตามข้อมูลที่แบงก์ชาติรายงานยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 14.76 ล้านล้านบาทในไตรมาส 2/2565 เมื่อเทียบกับมูลค่าเศรษฐกิจสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ปรับตัวลงมาที่ระดับ 88.2% จาก 89.2% ต่อจีดีพีในไตรมาส 1/2565 แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะชะลอตัวลงตามกรอบที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดไว้ที่ระดับ 85-87% ต่อจีดีพี ช่วงปลายปีนี้ แต่ไม่ได้แปลว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนถูกแก้ไขแล้ว เนื่องจากยังมีโจทย์ที่ต้องดูแลต่อเนื่อง เพราะหนี้ครัวเรือนยังเติบโตอยู่ และยังมีบางกลุ่มที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้หนี้โดยไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ที่กู้มาแก้ไขปัญหาด้านสภาพคล่อง
“ถ้ามองภาพรวมครัวเรือนไทยยังมีฐานะทางการเงินที่เปราะบาง เนื่องจากบางส่วนเพิ่งจะฟื้นตัวได้จากช่วงโควิด เพราะฉะนั้น ในระยะถัดไปลูกหนี้อาจจะไปเจอเรื่องของดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งทั้งผู้กู้ และผู้ให้กู้จะต้องพิจารณาการก่อหนี้ และการปล่อยสินเชื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจตามสถานการณ์จริงด้วย” กาญจนาสรุปทิ้งท้าย

