นายพิพัฒน์ ประภาพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการและหัวหน้าทีม Big Data and Advanced Analytics บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ผู้ให้บริการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันแบบครบวงจร กล่าวว่า ปัจจุบันระบบ Cloud Computing กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ สอดรับกับผลการสำรวจของ Gartner ภายใต้ Cloud Shift ระบุว่า ปี 2568 การใช้จ่ายมากกว่าครึ่งด้านไอทีขององค์กรจะเกี่ยวข้องกับระบบ Cloud และมีหลายเทคโนโลยีหลักที่จะย้ายไปใช้บริการระบบคลาวด์มากขึ้น เช่น ซอฟต์แวร์ แอพพลิเคชั่น และระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เป็นต้น จากกระแสดังกล่าวทำให้มีการคาดการณ์ว่า ระบบคลาวด์จะเป็นอีกเทรนด์สำคัญในโลกธุรกิจแห่งอนาคตที่เข้ามารองรับการใช้งานขององค์กรทุกขนาดและสามารถรองรับระบบการทำงานในรูปแบบใหม่
ทั้งนี้ ปัจจุบันการประยุกต์ใช้ Cloud Computing มี 3 รูปแบบ คือ 1.การให้บริการโครงสร้างพื้นฐานและระบบจัดเก็บข้อมูล หรือทำหน้าที่แทนเซิร์ฟเวอร์ (Infrastructure-as-a-Service หรือ IaaS) 2.การให้บริการด้านแพลตฟอร์มสำหรับซอฟต์แวร์ (Platform-as-a-Service หรือ PasS) เช่น เว็บแอพพลิเคชั่น (Web Application) ระบบประมวลผลกลางขององค์กรขนาดใหญ่ (Database Server) หรือระบบ API ที่มีการรักษาความปลอดภัยสูง 3.การให้บริการซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่น (Software-as-a-Service หรือ SaaS) ที่ส่วนใหญ่จะคิดค่าบริการตามการใช้งาน
นายพิพัฒน์กล่าวว่า สำหรับ Cloud Architecture หรือสถาปัตยกรรมคลาวด์ ของบริษัทออกแบบเพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงและพร้อมสำหรับการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ โดยหลักการออกแบบแบ่งออกเป็น 5 ประการ คือ 1.หลักการออกแบบด้านการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ที่มุ่งเน้นการออกแบบให้ง่ายต่อการตรวจสอบ การพัฒนาระบบ และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการและสภาวการณ์ของภาคธุรกิจ 2.หลักการออกแบบด้านความปลอดภัย (Security) ที่จะต้องป้องกันตั้งแต่การแลกเปลี่ยนข้อมูล การเชื่อมต่อ และการจัดเก็บข้อมูล ด้วยการเข้ารหัสไว้ทั้งหมดผ่านกุญแจ รวมถึงการออกแบบจะต้องง่ายต่อการตรวจสอบความปลอดภัย และกำหนดสิทธิการใช้งานให้ครอบคลุมและเจาะจงมากพอในแต่ละส่วนงาน ซึ่งการออกแบบด้านความปลอดภัยนี้เป็นไปตามหลักปฏิบัติของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
3.หลักการออกแบบด้านค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพที่มุ่งเน้นเรื่องการตรวจสอบและประมาณการค่าใช้จ่ายในอนาคตได้ง่าย สามารถลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดขนาดเครื่องมือให้สอดรับกับการใช้งานจริง 4.หลักการออกแบบด้านความน่าเชื่อถือของระบบ ที่ให้ความสำคัญในการทำ Backup และ Restore รวมถึงการทำสำเนาข้อมูลจัดเก็บไว้ในหลายแหล่ง เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้ต่อเนื่องแม้เกิดปัญหา และยังสามารถรองรับการใช้งานที่มากขึ้นหรือลดลงในระยะยาว และหลักการออกแบบด้านเสถียรภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน (Performance Efficiency) เน้นการออกแบบให้ระบบสามารถทำการพัฒนาและทดสอบได้เหมือนกับการใช้งานจริงบน Production ดังนั้นการทดลองสิ่งใหม่ๆ จึงทำได้ง่ายและสามารถตรวจสอบผลกระทบได้ก่อนนำไปใช้งานร่วมกับระบบอื่นๆ ลดข้อผิดพลาดและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

