‘ภากร’ ย้ำหากการเมืองมั่นคงขึ้น จะยิ่งดันให้ศก.ไทยฟื้นตัว-แข็งแรง
นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่ากระแสการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และตลาดทุนไทยหรือไม่นั้น ต้องบอกว่า เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการเมืองเป็นส่วนหนึ่ง และอีกส่วนคือ ความแข็งแรงของภาคเอกชน ซึ่งหากย้อนในช่วง 10-20 ที่ผ่านมา เอกชนไทยมีความแข็งแรงมาก ทำให้แม้การเมืองจะมีผลต่อเศรษฐกิจและตลาดทุน แต่หากภาคเศรษฐกิจจริง (เรียลเซกเตอร์) มีความแข็งแรง การพึ่งพิงการเมืองก็จะไม่ได้มีมากนัก โดยหากการเมืองมีความมั่นคงแน่นอนมากขึ้น จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และมีความแข็งแกร่งกว่าในปัจจุบัน เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราก็ผ่านการเมืองที่มีความไม่แน่นอนมาหลายครั้ง แต่ภาคธุรกิจ หรือเศรษฐกิจก็ไม่ได้ถูกกระทบมากนัก
นายภากร กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะยังมีผลกระทบจากปัจจัยลบ อาทิ ดอกเบี้ยสูงขึ้น เงินเฟ้อ และราคาน้ำมันทรงตัวสูง แต่หากประเมินในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ที่เห็นราคาน้ำมันอยู่สูงมาก แต่รายได้และกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ก็ยังฟื้นตัวดีขึ้น เทียบกับปี 2564 และภาพรวมกลับมาเติบโตสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 หรือปี 2562 ด้วยซ้ำ ทั้งที่มีบางเซกเตอร์ยังไม่ได้ฟื้นตัวกลับมา แต่ก็ยังเห็นบางเซกเตอร์กลับมาได้ อาทิ การส่งออก การท่องเที่ยวและการบริการที่ดีขึ้น รวมถึงต้นทุนของบจ. ที่ไม่ใช่ราคาน้ำมัน ได้ปรับลดลงมา จากการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การทำธุรกิจของบจ. แต่หากราคาพลังงานยังปรับตัวสูงขึ้นต่อไป อันนี้จะเป็นสิ่งที่น่ากังวลมากขึ้น เพราะไตรมาส 4/2565 ถือเป็นช่วงที่มีทั้งปัจจัยบวกและลบร่วมกัน
“หากเหตุการณ์ความขัดแย้งยังไม่จบลง เราต้องเผชิญกับความผันผวนแบบในปัจจุบันต่อไป แต่ตอนนี้เห็นคำถามที่เกี่ยวกับโควิดลดลงแล้ว แม้ยังมีความไม่แน่นอนเรื่องความขัดแย้งด้านการเมืองอยู่ แต่ปัญหาโควิดเริ่มลดลงแล้ว ทำให้การบริโภคในประเทศเชื่อว่าจะดีขึ้นจากการที่เราเปิดประเทศมากขึ้น มีกิจกรรมต่างๆ และมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น ทำให้ภาคเศรษฐกิจที่อาจยังไม่ฟื้นตัวมากนัก สามารถฟื้นตัวได้มากขึ้น” นายภากร กล่าว
นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า หากประเมินตัวเลขเศรษฐกิจในปัจจุบัน ตัวที่เป็นพระเอกในการขับเคลื่อนหลักเป็นภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจัยที่จะมีผลกระทบหลักๆ เป็นเรื่องกำลังซื้อ และการเข้ามาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้เรายังสามารถเติบโตในส่วนนี้ได้ต่อเนื่อง น่าจะทำให้ตลาดทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเหล่านี้ และภาพรวมเศรษฐกิจสามารถไปต่อได้
นายศรพล กล่าวว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน 2565 ดัชนีหุ้นปิดที่ระดับ 1,589.51 จุด ปรับลดลง 3% จากเดือนสิงหาคม โดยปรับลดลงไปในทิศทางเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค และเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2564 ดัชนีปรับลดลงที่ 4.1% ซึ่งใน 9 เดือนแรกปี 2565 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 81,816 ล้านบาท แบ่งเป็นผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิที่ 24,279 ล้านบาท ทำให้ใน 9 เดือนแรกปี 2565 ผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวม 146,465 ล้านบาท โดยผู้ลงทุนต่างชาติมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และในเดือนกันยายน 2565 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 75,090 ล้านบาท ลดลง 25.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

