ร้อยตรีจักรา ยอดมณี อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงสถานการณ์ปุ๋ยเคมีว่า ขณะนี้ ปริมาณสต๊อกปุ๋ยเคมีของผู้ผลิต/ผู้นำเข้าทุกรายรวมกัน ณ ปลายเดือนสิงหาคม 2565 อยู่ที่ 1.5 ล้านตัน มากกว่าปริมาณสต๊อกช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 และเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก 2565 ปริมาณสต๊อกเพิ่มขึ้นถึง 66% ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกของเกษตรกร จึงถือได้ว่าปัญหาด้านปริมาณได้ผ่อนคลายลงแล้ว ส่งผลให้ราคาปุ๋ยเคมีปรับลดลงตามสถานการณ์ราคาและความต้องการปุ๋ยเคมีตลาดโลกลดลง ประกอบกับปริมาณปุ๋ยเคมีในไทยมีเพียงพอ ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาระหว่างผู้ผลิต/ผู้นำเข้าของไทยแต่ละราย อาทิ ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ราคาลดลง 15-20%
อย่างไรก็ตาม ราคาปุ๋ยเคมียังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีสูตรผลิตมาจากสารแอมโมเนีย (NH3) ที่ทำจากก๊าซธรรมชาติ หรือก๊าซไฮโดรคาร์บอน เช่น ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) และปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0) เป็นต้น ผลจากราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกสูงขึ้นมากจากความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นและการจำกัดการรับซื้อก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียของประเทศตะวันตก เห็นได้ว่าราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เฉลี่ยปี 2563 อยู่ที่ 4.33 ดอลล่า/ล้านบีทียู ปี 2564 ปรับสูงขึ้นเป็น 18.46 ดอลล่า/ล้านบีทียู และเฉลี่ย 7 เดือนแรก 2565 ปรับสูงขึ้นเป็น 30.72 ดอลล่า/ล้านบีทียู นอกจากนี้ ต้นทุนการขนส่งและค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกส่วนหนึ่ง
ร้อยตรี จักรากล่าวว่า กรมยังติดตามสถานการณ์และราคาเพื่อรักษาความเป็นธรรมด้านราคาให้เกษตรกรและป้องกันขายราคาแพงเกินสมควร กรมขอให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ลงพื้นที่สืบราคาและรายงานราคาจำหน่ายปลีกปุ๋ยเคมีให้กรมทุกสัปดาห์ และขอความร่วมมือให้สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร กำชับตัวแทนจำหน่ายให้ขายปุ๋ยเคมีในราคาที่สอดคล้องกับต้นทุน ห้ามฉวยโอกาสขายในราคาแพงเกินสมควร หากพบการฉวยโอกาสมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับแล้ว ยังจะถูกเพิกถอน หรือระงับการเป็นตัวแทนจำหน่ายด้วย

