นายแกริต บุคกาต กรรมการผู้จัดการ บริษัทโรเบิร์ต วอลเทอร์ส เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทได้ทำการสำรวจตลาดแรงงาน 6 ประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย อินโดนีเซียและเวียดนาม) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 พบว่า นายจ้างจะเจอภาวะการจ้างงานที่ดุเดือดช่วงที่เหลือของปี 2565 และ ปี2566 ประเด็นสำคัญนอกเหนือไปจากกระแสการลาออกระลอกใหญ่ คือตลาดการจ้างงานจะขยายตัวมากขึ้น ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปีหน้า เนื่องจากพนักงานไม่ได้ตัดสินใจลาออกอย่างไม่ได้ไตร่ตรอง แต่ต้องการเปลี่ยนงานใหม่มากกว่า ยิ่งเมื่อเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยอาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ จึงแนะนำให้พนักงานตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง และย้ายงานเฉพาะเมื่อมีข้อเสนอเข้ามาใหม่แล้วเท่านั้น
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญในประเทศไทย พบว่า 80% ของพนักงานในไทยเคยคิดที่จะลาออกในปีที่ผ่านมา โดย 50% ยังไม่ได้ลาออกจริงซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในภูมิภาค เหตุผลหลักที่ทำให้พวกเขาอยู่ต่อ ได้แก่ ยังไม่พบงานที่เหมาะสมที่สุด (58%) ขาดโอกาสในตำแหน่งที่เลือก (32%) และความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในงานกับบริษัทใหม่ (24%) แสดงให้เห็นว่าพนักงานมีโอกาสที่จะย้ายงานได้อยู่เสมอ และส่วนใหญ่กำลังวางแผนย้ายงานในอนาคตอันใกล้หากมีตำแหน่งที่ตอบโจทย์ อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจ มากกว่า 4 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสำรวจในไทย ระบุว่าพวกเขาจะทำงานกับบริษัทต่อหากมีการเปลี่ยนแปลงที่ตอบโจทย์
สำหรับพนักงานที่คิดลาออก 82% ยอมรับว่า จะเปลี่ยนความคิดหากได้รับข้อเสนอที่เหมาะสมซึ่งเงินเดือนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการทบทวนการตัดสินใจ โดยจากการสำรวจพนักงานให้น้ำหนักกับการขึ้นเงินเดือนมากที่สุด (38%) รองลงมาคือการเลื่อนตำแหน่ง (30%) และการเปลี่ยนหน้าที่ความรับผิดชอบในงาน (27%) เป็นปัจจัยที่จะทำงานกับบริษัทต่อไป โดยเพื่อนร่วมงานและวัฒนธรรมองค์กรที่สร้างแรงบันดาลใจให้พนักงานทำงานได้อย่างดีที่สุดเป็นสิ่งที่พนักงานให้ความสำคัญที่สุดในบริษัท (42%) ซึ่งอยู่ในอันดับที่สูงกว่าค่าตอบแทนและสวัสดิการอื่น (41%) รวมถึงการทำงานที่ยืดหยุ่น (35%)
อัตราการลาออกของพนักงานในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีที่ผ่านมา คิดเป็น 72% ของบริษัท สำหรับมาตรการในการรักษาพนักงาน บริษัทได้ดำเนินมาตรการหลากหลาย ได้แก่ การปรับขึ้นเงินเดือน (56%) การเพิ่มโอกาสในการฝึกอบรมและการเพิ่มทักษะ (50%) การใช้นโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่นและการทำงานจากทางไกล (45%) อย่างไรก็ตาม 36% ของพนักงานที่ถูกสัมภาษณ์กล่าวว่าพวกเขาไม่ได้รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เลยซึ่งสื่อให้เห็นถึงช่องว่างในการสื่อสารมาตรการต่างๆเหล่านี้ลงไปยังพนักงาน
ประเด็นอื่นๆ ในประเทศไทย ที่น่าสนใจ ได้แก่ความท้าทายหลักที่นายจ้างต้องเผชิญในการสรรหาพนักงาน คือความคาดหวังในเงินเดือนและผลตอบแทนที่สูงเกินไป (68%) การแย่งชิงพนักงานระหว่างบริษัทต่างๆ (41%) และการขาดทักษะเฉพาะทาง (40%) พนักงานมากกว่า 4 ใน 5 คน (83%) ได้ประเมินความพึงพอใจในงานอีกครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา โดยให้น้ำหนักประเด็นสำคัญ ได้แก่ การมีเวลาอยู่กับครอบครัวและเพื่อนฝูง (67%) สุขภาพกายและใจที่ดี (58%) และการได้ทำงานที่มีความหมายและมีคุณค่า (51%)
นางปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการโรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประจำประเทศไทย กล่าวถึงผลสำรวจว่า บริษัทต่างๆจำเป็นต้องตื่นตัวเพื่อพร้อมเผชิญกับบริบทการทำงานหลังวิกฤติโรคระบาดและสร้างสภาพแวดล้อมที่ตอบโจทย์กับพนักงานที่ต้องการสรรหาเข้ามาในบริษัท เนื่องจากตลาดการจ้างงานจะมีการแข่งขันสูงกว่าที่เคยเป็นมา มองหากลยุทธ์การสรรหาที่มากกว่าการเสนอค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ดี และมีนำเสนอแนวทางใหม่ในการสร้างความผูกพันพนักงาน นอกจากนี้ การสร้างแบรนด์นายจ้างที่ยอดเยี่ยมยังคงต้องดำเนินต่อไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้สมัครได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแล้ว

