
เศรษฐกิจอวกาศ Space Economy
ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาเครื่องจักรเศรษฐกิจที่สำคัญได้มีผลอันเนื่องจากนำแนวความคิดไอเดียต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งหลายครั้งถูกมองเป็นเรื่องเพ้อฝันในเวลานั้น แต่ด้วยความมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ทำให้เรื่องที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อเป็นไปได้ แต่ด้วยเวลาไม่กี่ปีสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่นานนัก ทำให้กลุ่มคน กลุ่มธุรกิจที่ไม่เคยเชื่อถูกทำลาย ล้มหายไปจากสภาพสังคมปัจจุบัน หลายแห่งก็เป็นเพียงตำนานที่ไม่มีตัวตนแล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายทั้งไม่ว่า KODAK, Blockbuster, DEC, IBM หรือแม้กระทั่งร้านขายหนังสือขนาดใหญ่เช่น Barnes and Noble ที่มีสาขาทั่วโลก ต่างก็เจอพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง ทำให้สภาพธุรกิจที่เคยรุ่งเรืองกลับตกต่ำอย่างสิ้นเชิง เศรษฐกิจอวกาศก็เป็นอีกหนึ่งที่คาดว่าจะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่
ธุรกิจอวกาศเชิงพาณิชย์
ในช่วงเวลาที่ผ่านมาการทำธุรกิจอวกาศถูกมองว่ามีความเกี่ยวพันกับความมั่นคงของประเทศและเป็นการยากที่จะยอมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมและได้ผลประโยชน์อย่างเป็นกอบเป็นกำ จนกระทั่งสมัยประธานาธิบดีโอบามา ของสหรัฐอเมริกา มีการเปิดแนวนโยบายแห่งรัฐเมื่อประมาณปี 2010 ให้มีเรื่องอวกาศสามารถเป็นเรื่องเชิงพาณิชย์ได้ ทำให้โครงการด้านอวกาศต่างๆ ของภาคเอกชนเกิดขึ้นมากมาย เช่น SpaceX หรือ Starlink ต่อมาได้มีการขยายแนวนโยบายสาธารณะของประเทศต่างๆ ออกไปเป็นจำนวนมาก เช่น Rocket Lab ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ขยายเทคโนโลยีส่งจรวดไปสู่ห้วงอวกาศมาที่ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งแต่เดิมไม่มีตัวตนในเรื่องนี้ แต่ในช่วงห้าปีหลังนิวซีแลนด์สามารถสร้างธุรกิจในเรื่องเกี่ยวข้องกับอวกาศและนำมาซึ่งรายได้เป็นหลักพันล้านดอลลาร์ต่อปีได้ นอกจากนี้เรื่องอวกาศเชิงพาณิชย์ไม่ใช่มีแต่บริษัทขนาดใหญ่ที่จะทำได้เท่านั้น แต่บริษัทสตาร์ตอัพต่างๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าประเทศนั้นๆ มีการเปิดโอกาสรวมไปถึงการสนับสนุนแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้ภาคเอกชนไม่ว่าขนาดใดๆ เข้าไปร่วมใช้ได้
ในความเป็นจริงเศรษฐกิจอวกาศไม่ได้มีการจำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องธุรกิจดาวเทียมสื่อสารเท่านั้น (Communication Satellite Service) ทั้งในเรื่องการยิงจรวดส่งดาวเทียม (Outer Space Launching service) โดยประเทศไทยเองที่มีที่ตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร มีอุณหภูมิที่เหมาะสมไม่หนาวเกินไป ไม่มีปัญหาอย่างรุนแรงกับประเทศเพื่อนบ้าน และมีทะเลเปิดอยู่ทั้งสองฟากฝั่งนับเป็นไม่กี่ที่ในโลกที่มีปัจจัยเกื้อหนุนในเรื่องนี้ โดยเพียงแค่ธุรกิจนี้ก็สามารถขยายผลไปสู่ทั้งในเรื่องธุรกิจเชื้อเพลิง ธุรกิจด้านการประกอบจรวดเพราะถ้าจะส่งจรวดให้ได้ต้นทุนต่ำก็ควรจะส่งที่ไหน ยิงตรงนั้น และอาจขยายไปสู่เรื่องจรวดตรวจอวกาศ การสร้างเครื่องมือภาคพื้นดินเพื่อรองรับการใช้งานวัตถุอวกาศเหล่านี้อีก โดยในปัจจุบันนี้ธุรกิจอวกาศได้มีการขยายแตกตัวออกไปเป็นจำนวนมาก โดยในปี 2021 จากรายงานของ space report จะมีมูลค่าอยู่ที่ 4.5 แสนล้านเหรียญ และมีการคาดการณ์ของ Morgan Stanley เชื่อว่าในปี 2040 ธุรกิจอวกาศจะเติบโตมากกว่า 50-70% จากปัจจุบัน ไปอยู่ที่ หนึ่งล้านล้านเหรียญ
เศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) นิยมจำแนกออกได้เป็น 2 ด้าน คือ 1) ด้าน Upstream หรือเรียกโดยรวมเป็นอุตสาหกรรมอวกาศ (Space Industry) คือ กลุ่มธุรกิจที่ดำเนินการกับผลิต และส่งวัตถุออกไปในอวกาศหรือการออกไปสำรวจอวกาศ 2) ด้าน Downstream คือ กลุ่มธุรกิจ/กิจกรรมที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีหรืองานวิจัยที่ได้ จากส่งวัตถุหรืองานสำรวจในอวกาศ เช่น บริการดาวเทียมสื่อสาร บริการดาวเทียมสำรวจทรัพยากร โดยในประเทศไทยกิจกรรมที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจอวกาศส่วนใหญ่อยู่ในด้าน Downstream เช่น บริการดาวเทียมสื่อสาร การใช้บริการดาวเทียมนำทาง หรือการนำดาวเทียมนำทางมาประยุกต์ใช้ในการให้บริการในกิจการต่างๆ เช่น การบริหารจัดสรรที่ดิน การจัดการระบบขนส่งทางภาคพื้นดินและทางน้ำ การสำรวจทรัพยากรต่างๆ หรือบริการถ่ายภาพทางอากาศ
บริบทประเทศไทยกับเศรษฐกิจอวกาศ
ขอบเขตของเศรษฐกิจอวกาศเดิมมีการเปลี่ยนแปลงไปเข้าสู่ยุคของ New Space คือยุคที่เศรษฐกิจอวกาศจะไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยหน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานด้านความมั่นคงอีกต่อไป แต่จะเป็นยุคที่เปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมในการขับเคลื่อนและพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อใช้ห้วงอวกาศ (Space) ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในทุกๆ ด้าน ภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม
แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 จะให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมอวกาศ โดยเฉพาะในส่วนของการใช้คลื่นความถี่และการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมที่ถือเป็นสมบัติของประเทศ และมีการกำหนดหน่วยงานกำกับดูแลอย่างชัดเจน คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการอนุญาตและกำกับการประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับการใช้สัญญาณดาวเทียมให้สอดคล้องกับนโยบายระดับชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุญาตให้ดาวเทียมต่างชาติให้บริการในประเทศไทย
สำหรับกิจการด้านอวกาศในประเทศไทยยังให้น้ำหนักด้านความมั่นคง และมีกรอบแนวคิดในการจัดสรรทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจอวกาศในมุมมองของการเป็นสมบัติของชาติอยู่ซึ่งส่งผลโดยตรงในการพัฒนา New Space ในอนาคต โดยในความเป็นจริงตามข้อตกลงของสหประชาชาติที่ชื่อ Treaty on Principles Governing the Activities of States in the Exploration and Use of Outer Space, including the moon and other Celestial Bodies ที่มีเจตจำนงให้เรื่องอวกาศเป็นเรื่องของประโยชน์ร่วมกันของมนุษยชาติมิได้เป็นของชาติใดชาติหนึ่ง ซึ่งอาจจะเกิดความขัดแย้งในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 60 ที่มีข้อความว่า “รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติเพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน”
ดังนั้นจึงเป็นที่มาว่าทำไม กสทช. จึงต้องมีการประมูลวงโคจรดาวเทียม แต่ความเป็นจริงในสภาพธุรกิจการให้บริการดาวเทียมที่เป็นอยู่จะเป็นการแข่งขันของผู้บริการในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก การประมูลวงโคจรดาวเทียมอาจสร้างภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการในประเทศให้เสียเปรียบ ทั้งที่เราแทบจะหาประเทศตัวอย่างที่มีการประมูลวงโคจรดาวเทียมได้น้อยมาก ในทางกลับกันหน่วยงานภาครัฐควรจะส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคเอกชนของประเทศไทย เข้าสู่เศรษฐกิจอวกาศเพื่อนำทรัพยากรอวกาศอันเป็นของมนุษยชาตินำมาใช้ประโยชน์ต่อยอดให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ และส่งขายบริการและผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดต่างประเทศ
ในปัจจุบันความชัดเจนของการออกใบอนุญาต รวมถึงการกำกับดูแลในเรื่องกิจการอวกาศยังไม่ได้มีความชัดเจนมากนัก ถึงแม้จะมีหน่วยงานรัฐบางหน่วยงานที่ดำเนินการอยู่ แต่ยังไม่มีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติออกมาถึงอำนาจหน้าที่หน่วยงานที่ทำเรื่องนี้อย่างเหมาะสม รวมถึงประโยชน์ที่ได้จากการประกอบธุรกิจ อาทิ วัตถุอวกาศ แร่ธาตุ พลังงานต่างๆ ที่ภาคเอกชนลงทุนไปเอามา สินทรัพย์และประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้รัฐจะมีข้อตกลงอย่างไร ถ้าไม่มีความชัดเจนและเงื่อนไขที่จูงใจและเป็นธรรม ก็ยากที่จะดึงดูดเงินทุนต่างๆ ที่จะมาลงทุนเรื่องนี้ในประเทศไทย
บทสรุปเศรษฐกิจอวกาศยังอาจยังเป็นเรื่องไกลตัวของประเทศไทยแต่ไม่ใช่ด้วยเหตุผลทางด้านเทคโนโลยี ความพร้อมของธุรกิจ ทรัพยากรบุคคล เป็นสำคัญ แต่อาจเป็นเพราะอุปสรรคชิ้นแรกอันเนื่องมาจากกฎหมาย การกำกับดูแล รวมทั้งแนวนโยบายแห่งรัฐ ที่ยังไม่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมสอดคล้องกับความเป็นจริง
ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องเสียก่อน

