หยั่งเสียง ‘ซีอีโอ’ ทางออกสู้วิกฤต ประเทศ
จากข้อสังเกตของภาคเอกชน เกิดประเด็นย้อนแย้งกันกับการที่รัฐออกมาประกาศว่าประเทศไทยบริหารจัดการเรื่องสถานการณ์โควิด-19 และประเทศฟื้นตัวได้เร็วสุด หากเทียบกับประเทศในอาเซียน สวนทางกับสถาบัน International Institute for Management Development (IMD) ของสวิตเซอร์แลนด์ ที่ประกาศผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประจำปี 2565
โดยวัดผลกระทบสะสมจากโควิด-19 ในปี 2565 ระบุว่า ประเทศไทยมีอันดับลดลงถึง 5 อันดับ อยู่ที่อันดับ 33 จาก 63 เขตเศรษฐกิจ อันดับลดลงในทุกปัจจัยชี้วัด และปัจจัยด้านเศรษฐกิจได้รับผลกระทบมากที่สุด
ทำให้การประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา หยิบยกมาแถลงถึงความกังวลแรก
“สนั่น อังอุบลกุล” ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า ภาคเอกชนกังวลเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ที่ลดลงมาอยู่ที่อันดับ 33 จากเดิมอันดับ 28 หรือลดลงถึง 5 อันดับ ต้องมารือกันในภาคเอกชน เพื่อพยายามทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันปรับขึ้นมาตามเดิมให้ได้ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโดดเด่นและแข่งขันได้ต่อไป โดยกำลังทำเป็นประเด็นเร่งด่วนในการขับเคลื่อน Competitiveness (ความสามารถในการแข่งขัน) เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโดดเด่นและแข่งขันได้ โดย กกร. จะมีการหารือกับภาคเอกชนโดยจะเชิญประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) จากแต่ละกลุ่มธุรกิจร่วมกันหารือ เพื่อรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจในปีหน้า พร้อมกับสร้างแนวทางความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
“ภาพรวมเศรษฐกิจที่โลกชะลอตัวชัดเจนมากกว่าที่คาด จากผลกระทบของสงครามและปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะปัญหาจากการโจมตีท่อส่งและการระงับส่งก๊าซของรัสเซีย ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อวิกฤตพลังงานและความเสี่ยงการเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในยุโรป ส่วนการเติบโตของเศรษฐกิจจีนยังเผชิญข้อจำกัดจากปัญหาการขาดแคลนพลังงานและการล็อกดาวน์ ขณะที่สถานการณ์เงินเฟ้อทั่วโลกยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ธนาคารกลางหลายแห่งเดินหน้าดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด สวนทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยแรงต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกปรับตัวลดลง ซึ่งมีแนวโน้มทำให้ภาพอุปสงค์ของโลกมีการชะลอตัวลง ดังนั้นในเร็วๆ นี้ ต้องหารือเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อรับสถานการณ์เศรษฐกิจปี 2566 ให้ดี แม้เรามองว่าจีดีพีปีหน้าดีกว่าปีนี้ แต่มีปัญหาในและนอกประเทศที่ต้องมาดูกันว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยกันอย่างไร เพื่อให้เกิดการทำงานใกล้ชิดกับภาครัฐต่อไป”
เมื่อสอบถามไปยัง “ธนิต โสรัตน์” รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) ระบุว่า ขอพูดในฐานะที่เคยเป็นอดีตคณะกรรมการ กกร. จากที่เคยดำรงตำแหน่งติดต่อกัน 4 ปี ปัจจุบันในสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว กกร. ต้องเป็นผู้นำของเอกชน หรือเป็นหัวเรือใหญ่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย หรือเอสเอ็มอี เพราะกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ ยังไม่มีกระบอกเสียงที่เข้มแข็งที่สามารถเจรจากับรัฐบาลได้เท่ากับ กกร. เนื่องจากเป็น 3 สถาบันที่ประกอบด้วยสภาหอฯ ส.อ.ท. และสมาคมธนาคารไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยภาวะเศรษฐกิจในแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กกร.ต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจน โดยเฉพาะช่วงที่สถานการณ์ภายในประเทศจะมีการเปลี่ยนถ่ายทางด้านการเมือง ซึ่งชัดเจนว่าภายในช่วงหลังจัดประชุมเอเปคที่ไทยเป็นเจ้าภาพ รัฐต้องมีแผนนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากกังวลจะเกิดช่องว่างระหว่างก่อนการเลือกตั้ง และระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล และหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ ที่กว่าจะเข้ามาทำหน้าที่อย่างเต็มที่ จะมีช่องว่างเกิดขึ้นแน่นอน อย่างน้อย 3 เดือน เพื่อที่รัฐบาลใหม่จะเข้ามาศึกษาดูงาน
“ช่วงเวลา 3 เดือนจะเป็นรอยต่อสำคัญ เพราะมันอยู่ในช่วงไตรมาสแรกต่อไตรมาสที่ 2 ของปี 2566 หากดูจากการคาดการณ์จากหลายสำนักเศรษฐกิจที่มีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย ดังนั้น รัฐจะต้องมีแผนที่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนเศรษฐกิจอย่างไร หากเศรษฐกิจโลกเกิดการทรุดตัวลงขณะเดียวกัน”
“ธนิต” กล่าวอีกว่า เรื่องที่อยากเสนอคือการแก้ปัญหาหนี้ในทุกกลุ่มโดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย หรือเอสเอ็มอี เพื่อสนับสนุนให้กลุ่มเหล่านี้กลับมาดำเนินธุรกิจได้จะส่งผลให้รายได้ภาคประชาชนไม่สะดุด จึงจะทำให้ประชาชนกลับมามีอำนาจซื้อมากขึ้น คาดหวังว่าการดำเนินงานผ่านระบบการเงินของ กกร.ในเรื่องการช่วยปรับโครงสร้างหนี้จะช่วยให้ลูกหนี้กลับเข้าสู่สถานะการเงินปกติได้ ระบบเศรษฐกิจจะเกิดการไหลเวียนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของ กกร.สำหรับมาตรการต่างๆ อยากให้มีการดำเนินการแบบเปิดเผย โดยให้นำแผนที่ได้ข้อสรุปในแต่ละเรื่องนำส่งให้กับรัฐบาลในลักษณะที่เปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณชนด้วย เพื่อให้ประชาชนรับรู้ถึงการต่อยอด หรือผลคืบหน้าที่รัฐจะดำเนินการต่อไป ดังนั้น การสื่อสารจึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะรัฐกับเอกชนต้องดำเนินการร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศต่อไป การมีแผนที่ชัดเจนจะเป็นสิ่งที่ประชาชนรับรู้และช่วยกันผลักดันร่วมกันสำหรับอนาคตของประเทศ
ขณะที่ “บุญชัย โชควัฒนา” ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้แนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น หลังเปิดประเทศและวิกฤตโควิดที่ระบาดร่วม 3 ปีคลี่คลายและมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังวิกฤตสงครามรัสเซียกับยูเครนที่ยืดเยื้อ ทำให้ภาวะเงินเฟ้อ ราคาสินค้าและพลังงานยังสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งภาคเอกชนเองก็ต้องปรับตัวอยู่แล้วในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลก็ต้องปรับวิธีการทำงานใหม่เหมือนกัน เพราะที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่เป็นจุดอ่อน
“ข้อเสนอของผม นโยบายไหนที่รัฐออกไปแล้ว ต้องมีการตั้งคณะทำงานติดตามผล วัดผล มีกรอบเวลาที่ชัดเจน สร้างระบบการทำงานที่ดี การเมืองต้องไม่แทรกแซงแต่งตั้งผู้บริการหรือจัดสรรงบประมาณ เพื่อให้เกิดความสำเร็จ ไม่ใช่แค่พูดสร้างภาพ แต่ไม่ทำ ซึ่งหลายปีมานี้ผมเห็นมีหลายนโยบายล่าช้า เช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ไม่มีการติดตามความก้าวหน้า หลังคนคิดออกไปจากรัฐบาลชุดนี้แล้ว รวมถึง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตทางราชการที่ให้ประชาชนติดต่อราชการสะดวกขึ้น ออกกฎหมายมาแล้วก็ไม่ติดตามผลว่าเป็นยังไง มีปัญหา อุปสรรคตรงไหน”
บุญชัยกล่าวเสริมว่า อีกทั้งรัฐต้องปลดล็อกข้อกฎหมายที่เป็นปัญหาอุปสรรคออกไป เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า รวมถึงต้องแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ โดยที่ผ่านมารัฐมีแต่พูดว่าได้แก้ไขไปแล้ว แต่ไม่ได้ติดตามว่าได้ผลขนาดไหน ต้องทำให้สังคมได้เห็นว่ามีความซื่อสัตย์ สังคมทุกฝ่าย การเมืองและเอกชน ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต เศรษฐกิจและบ้านเมืองถึงจะเติบโต ก้าวหน้าได้ ถ้าบ้านเมืองเราไม่แก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไป จะเป็นต้นตอของปัญหาต่างๆ ตามมา รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ ขณะที่ความเดือดร้อนของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบทุกหย่อมหญ้าก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขในปัจจุบัน
สำหรับการประชุมเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัทขนาดใหญ่กว่า 40 บริษัทจากทุกกลุ่มธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อเดือนเมษายน 2564 ครั้งนั้น หอการค้าไทย เป็นเจ้าภาพจัดประชุมทางไกล ด้วยตอนนั้นแสดงความกังวลต่อการจัดหาและดำเนินการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่เป็นไปอย่างล่าช้า อาจส่งผลต่อการเปิดประเทศ หลังได้ข้อสรุปและส่งเรื่องถึงภาครัฐ ประสบความสำเร็จสามารถบรรลุเรื่องจัดหาและฉีดวัคซีนได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้นในครั้งนี้ ผู้จัดอย่างหอการค้าไทย ก็อาจหวังว่า หลังระดมสมองซีอีโอ ที่หยิบยกประเด็นสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอาจถดถอยรุนแรง จะก่อวิกฤตต่อเศรษฐกิจไทยอีกครั้งนั้น เอกชนเสนอ และรัฐขับเคลื่อนอย่างไรให้บรรลุตามเจตนารมณ์

