จับตาพิษนโยบาย ‘โอเปค-จีน’ น้ำมันดีดแรงแตะ 110 เหรียญ ‘มติชน’ สัมมนา ‘Energy For Tomorrow’
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า จากกรณีกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปค) และชาติพันธมิตร (โอเปกพลัส) ได้ตัดสินใจลดโควต้าการผลิตน้ำมันดิบลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทำให้ค่อนข้างน่ากังวล ว่า ราคาน้ำมันจะเด้งกลับขึ้นอยู่ในโซนที่สูงอีก สะท้อนได้จากที่พอโอเปคประกาศผลประชุมออกมา ราคาน้ำมันก็ดีดตัวขึ้นทันที โดยเดิมคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันช่วงที่เหลือของปี 2565 และปี 2566 จะเคลื่อนไหวบริเวณ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่หากเกิดวิกฤตในตลาดน้ำมันขึ้น ราคาจะปรับขึ้นไปที่ 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลได้ “สาเหตุที่ตัดสินใจในการลดกำลังการผลิตลง เพราะกังวลความต้องการ (ดีมานด์) ในตลาดโลกที่มีไม่มากพอ โดยเฉพาะหากจีนยังไม่เปิดประเทศในเร็ววันนี้ แต่หากจีนกลับมาเปิดประเทศเร็วกว่าคาด และดีมานด์ที่ฟื้นขึ้นมา แต่กำลังการผลิตที่ลดลงกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะทำให้ตลาดน้ำมันตึงตัวมาก และสุดท้ายน้ำมันอาจไม่เพียงพอในการใช้ได้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นไป จากก่อนหน้านี้ที่ราคาปรับลดลงมาแล้ว” นายพิพัฒน์กล่าว
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือปี 2565 แนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้น เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงของการฟื้นตัว ที่เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเที่ยวไทยมากขึ้น ประเทศเปิดอย่างเต็มรูปแบบแล้ว โดยความเสี่ยงต่อภาพรวมเศรษฐกิจที่สำคัญ คือ ปัจจัยความเสี่ยงภายนอก เริ่มเห็นสัญญาณของน้ำมันแพงขึ้น เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยสูง เกิดความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ซึ่งเศรษฐกิจไทยจะถูกกระทบเรื่องภาคการส่งออกขายสินค้าได้น้อยลง และภาคการท่องเที่ยว คนมาเที่ยวไทยน้อยลง
“แนวโน้มราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ทำให้ภาวะเงินเฟ้ออยู่ระดับสูง ก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันปรับลดลง ตลาดมองว่าเงินเฟ้อน่าจะลงตาม แต่พอราคาน้ำมันดีดขึ้นอีก เงินเฟ้ออาจไม่ได้ลดลงเร็วอย่างที่คาดการณ์ไว้ เป็นประเด็นสำคัญส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน และทำให้เศรษฐกิจติดลบด้วยตัวเองอีก จากที่คาดไว้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวกลับมาอย่างสบายๆ อาจไม่ได้เป็นอย่างที่คาดไว้” นายพิพัฒน์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบรรณาธิการมติชน เตรียมจัดสัมมนา หัวข้อ “Energy For Tomorrow วาระโลก – วาระประเทศไทย 2023” ในวันพุธที่ 26 ตุลาคม 2565 เวลา 13.00 – 16.15 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 (ชั้น 5) ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ โดยรับเกียรติจาก นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลังงาน : วาระโลก – วาระประเทศไทย 2023” พร้อมฟังการบรรยายพิเศษหัวข้อ “Road Map พลังงานไทย” จาก นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน และ บรรยายพิเศษหัวข้อ “ธุรกิจไทย กับ โจทย์โลก Zero Carbon” โดย ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ส่งท้ายด้วยวงเสวนาหัวข้อ “มุมมองธุรกิจ ทิศทางพลังงานไทย 2023” จากภาคเอกชน ได้แก่ นายสุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด ค่ายเอ็มจี (MG) และ ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินรายการโดย นายบัญชา ชุมชัยเวทย์ ผู้ประกาศข่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้บริหารของภาครัฐและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมด้านพลังงาน ทั้ง 5 ท่าน จะฉายภาพถึงสถานการณ์พลังงานในทุกแง่มุม ทั้งพลังงานแบบเดิม และนวัตกรรมใหม่ที่จะเกิดขึ้น แนวทางใหม่ๆ ในการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ไม่ย้อนกลับมาทำร้ายสังคม เพื่อให้ภาคธุรกิจ และประชาชน ได้รับรู้และเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งจากการที่กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันโลก (โอเปค) ลดกำลังผลิต ความต้องการพลังงานสูงในฤดูหนาว และเหตุการณ์สงครามที่ยังยืดเยื้อข้ามปี ซึ่งเห็นได้ชัดถึงทิศทางราคาพลังงานที่กำลังสูงขึ้นเกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลอีกครั้ง
โดยผู้สนใจสามารถเข้าฟังการสัมมนาครั้งนี้ ได้ทั้งเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ารับฟัง และ เข้าชมเข้าฟัง Live Streaming ผ่าน Facebook มติชนออนไลน์, ประชาชาติธุรกิจ, ข่าวสด และ YouTube มติชนทีวี Line มติชน, ข่าวสด โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมรับฟังได้แล้ว ด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ดด้านล่าง


