ทรู-ดีแทค ยื่นหนังสือขอ กสทช. เร่งรัดตัดสินควบรวมธุรกิจโดยด่วน หวั่นธุรกิจเสียหาย
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 11 ตุลาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู และนายเลิศรัตน์ รตะนานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายประสานงานภาครัฐ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ กสทช. โดยมี พล.อ.กิตติ เกตุศรี ผู้ปฏิบัติงาน ส่วนงานประธาน กสทช. เป็นผู้แทนรับมอบ โดยหนังสือระบุเรื่องขอให้ กสทช.พิจารณาการควบรวมธุรกิจระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู กล่าวว่า สำหรับการประชุมของบอร์ด กสทช.ในวันที่ 12 ตุลาคม คาดว่าจะยังไม่ได้ข้อยุติและยังไม่มีการตัดสินใจอย่างชัดเจนในเรื่องการควบรวมธุรกิจทรูและดีแทค จึงได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงประธาน และคณะกรรมการ กสทช.ทุกท่าน ให้ช่วยเร่งรัดการพิจารณาการควบรวม เนื่องจากหลังวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา บริษัท ทรู และดีแทค เป็นผู้ขอควบรวมธุรกิจได้ยื่นเอกสารต่อ กสทช. ตามกฎหมายและประกาศของ กสทช.ทุกขั้นตอน แต่เวลาล่วงเลยมาถึงวันนี้ โดยที่ไม่มีบทสรุปอย่างเป็นทางการจาก กสทช. ซึ่งกังวลว่าหากปล่อยเวลาให้ยืดยาวจะเกิดผลกระทบต่อบริษัท และผู้บริโภค เพราะแทนที่ผู้บริโภคจากของทรูและดีแทคจะได้ใช้บริการร่วมกันก็ยังไม่สามารถใช้บริการได้ ดังนั้น จึงมาขอความเป็นธรรมกับ กสทช. ให้ช่วยเร่งรัดการพิจารณา
ขณะเดียวกันยืนยันว่าการควบรวมธุรกิจของทั้งสองบริษัทจะเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์ เนื่องจากลูกค้าจะสามารถใช้คลื่นที่เป็นโครงข่ายร่วมกันได้ แม้จะมีข้อกังขาเรื่องเงื่อนไขที่ห้ามไม่ให้ผู้ขอควบรวมใช้โครงข่ายร่วมกันนั้น ก็ต้องมาดูเรื่องการกำหนดเงื่อนไขที่เป็นหลักการตามประกาศปี 2561 ข้อ 12 ที่กำหนดว่าหาก กสทช.พิจารณาว่าถ้ามีการควบรวมธุรกิจแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือเกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้น ภายใต้อำนาจที่ กสทช.มีก็สามารถกำหนดมาตรการให้ผู้ขอควบรวมได้ปฏิบัติตามหลังจากที่มีการอนุมัติให้มีการควบรวมแล้ว
“อยากให้แยกประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคกับประเด็นเรื่องการดำเนินธุรกิจออกจากกัน ที่ผ่านมา ทรูได้ดำเนินการทำธุรกิจลักษณะที่คำนึงถึงผู้บริโภคมาตลอดและอัตราค่าบริการก็ลดลงทุกปี ซึ่งสำหรับประเด็นที่เสนอให้ผู้ขอควบรวมคืนคลื่นความถี่ที่เมื่อรวมกันแล้วมีคลื่นความถี่ที่มากกว่ากฎหมายกำหนดและมีผลต่อการแข่งขันนั้น อาจจะมีการพิจารณาการคืนคลื่นความถี่ที่จะดำเนินการตามกฎหมายกำหนด”นายจักรกฤษณ์กล่าว
นายเลิศรัตน์ รตะนานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายประสานงานภาครัฐ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า สำหรับกรณีที่ลูกค้าดีแทคไม่ต้องการใช้บริการของทรูก็เป็นสิทธิของผู้บริโภค แต่อีกด้านหนึ่งลูกค้าดีแทคจะได้ประโยชน์เยอะ เพราะคลื่น 2600 เมกะเฮิรตซ์ ที่ถือเป็นมาตรฐานของ 5G ดีแทคไม่มีให้บริการ เนื่องจากได้ให้บริการบนคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ ที่ความกว้างเท่ากับทุกค่ายและไม่เกิดประโยชน์มากนักในแง่ของความเร็ว ดังนั้น การควบรวมธุรกิจจึงเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์อยู่แล้ว
ทั้งนี้ สำหรับการประชุมบอร์ด กสทช.จะมีขึ้นในวันที่ 12 ตุลาคม คาดว่าจะนำวาระเรื่องการควบรวมธุรกิจระหว่างทรูและดีแทคเข้ามาพิจารณาตามปกติ โดยบอร์ดต้องมาพิจารณารายละเอียดในขั้นตอนต่างๆ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้ง พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 และประกาศต่างๆ ของ กสทช. ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ตามที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะประโยชน์ต่อสาธารณะและการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม หากการพิจารณายังไม่แล้วเสร็จในการประชุมวันดังกล่าว จะมีการประชุมอีกครั้งวันที่ 19 ตุลาคม ในสัปดาห์ถัดไป

