“ต้องปรับตัวให้เร็ว” วิชั่นเจน 4 สิงห์ ”ภูริต ภิรมย์ภักดี” เคลื่อนอาณาจักรแสนล้าน ”บุญรอดบริวเวอรี่”
ทิศทางอาณาจักรแสนล้านบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด องค์กรเก่าแก่ 89 ปี จะไปในทิศทางไหน ยังคงได้รับความสนใจ
หลังสิงห์หนุ่ม ”เต้-ภูริต ภิรมย์ภักดี” ทายาทรุ่น4 ผู้บริหารอายุน้อยที่สุด 45 ปี เข้ามารับไม้ต่อ นั่งเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัดหรือซีอีโอคนใหม่ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา
ล่าสุดวันที่ 11 ตุลาคม ”เต้-ภูริต” เปิดใจภายหลังการแถลงข่าวรายการเรียลลิตี้ ”Shark Tank Thailand ซีซั่น3” รายการสานฝันผู้ประกอบการไทยให้ไปสู่เป้าหมาย ซึ่ง”เต้-ภูริต”เป็น 1 ใน 5 ชาร์คนักลงทุนที่เข้าร่วมรายการ
“หลังเข้ามารับตำแหน่ง ผมยังไม่ทำอะไร เพราะผมดูธุรกิจเทรดดิ้งและตลาดต่างประเทศก็เยอะอยู่แล้ว แต่กำลังดูเรื่องโครงสร้างของธุรกิจทั้ง 159 บริษัทเพื่อกระจายงานให้มากขึ้นและสอดคล้องตามความเหมาะสม “
แม้ว่าจะเข้ามาช่วยธุรกิจของครอบครัวมานาน 18-19 ปี มีประสบการณ์บริหารงานมา 20 บริษัท แต่”แม่ทัพใหม่สิงห์”บอกว่ายังไม่พอ
“เรื่องการทำงานมีรายละเอียดเยอะมาก ผมยังเข้าไปไม่ถึงรายละเอียดทั้ง 159 บริษัท ต้องเรียนรู้อีก เพราะเดิมผมดูแค่ 20 บริษัท “
ถามว่าจากวิกฤตโควิด-19 ระบาดหนักต่อเนื่อง 2 ปี แล้วบุญรอดบริวเวอรี่ ผู้ดำเนินธุรกิจขนาดใหญ่ต้องปรับตัว ปรับแผนอย่างไรบ้าง

“จากโควิดทำให้เราต้องปรับแผนทุกอาทิตย์ อย่างกลุ่มเทรดดิ้งที่ผมดู ก็ต้องปรับทุกอาทิตย์ จากเมื่อก่อนจะมีทำแผนประจำปี พอครบปีแล้วค่อยปรับ แต่พอมีโควิด ทำให้เรารู้ว่าต้องปรับตัวให้เร็ว พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ขยายช่องทางการขายเพิ่ม ไม่อยู่กับช่องทางเดิมๆ ต้องเปลี่ยนวิธีคิด การขายใหม่ รวมถึงออกสินค้าใหม่ด้วย “แม่ทัพใหม่สิงห์สาธยาย
พร้อมกับยกตัวอย่าง”น้ำดื่มสิงห์เลมอนโซดา”ที่ซีอีโอสิงห์คอนเฟิร์มว่า ขายดีมาก ยอดขายติดสปีดเหมือนสตาร์ทอัพโตขึ้นถึง 200% โดยเป็นสินค้าที่เกิดจากการนำประสบการณ์ที่เคยล้มเหลวมาวิเคราะห์ข้อมูล ประมวลผล วิจัย ประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่ใช้ความรู้สึกเหมือนที่ผ่านมา จนประสบความสำเร็จ
อีกด้านของการทำธุรกิจ”ซีอีโอสิงห์”บอกว่า ต้องทำธุรกิจร่วมกับพาร์ทเนอร์มากขึ้น เช่น ร่วมกับบริษัท ปตท.น้ำมันและค้าปลีก จำกัด หรือโออาร์ รุกตลาดเครื่องดื่มสำเร็จรูป เพื่อเป็นการแบ่งปัน เราไม่จำเป็นต้องรวยคนเดียว เน้นสร้างโอกาสให้กับคนมากกว่าที่เราจะเติบโตคนเดียวหรือมองแค่กำไรอย่างเดียว
ในวิกฤตซ้อนวิกฤต จากโควิดต่อเนื่องสงครามรัสเซียกับยูเครน “ซีอีโอสิงห์”ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนที่เหลือของปี 2565 ต้องอยู่บนความไม่ประมาท เนื่องจากที่ผ่านมาผลจากวิกฤตทำให้บริษัทมีต้นทุนโดยรวมเพิ่มขึ้น 1,500 ล้านบาท และในปี 2566 น่าจะขึ้นอีก 1,300-1,500 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ เช่น ขวดแก้ว มอลต์ที่ใช้ผลิตเบียร์ เป็นต้น
“ตอนนี้เราพยายามตรึงราคาสินค้าไว้ให้นานที่สุด เพื่อช่วยผู้บริโภค ส่วนปีหน้าขอประเมินภาพรวมก่อน ยังไม่ชัดเจนว่าราคาจะปรับขึ้นหรือไม่ปรับ “
ถึงแม้ว่าจะมีภาระต้นทุนสูงขึ้น แต่”ซีอีโอสิงห์”ย้ำว่า ปีนี้รายได้สินค้าทุกตัวเรายังเติบโต และโตไม่ต่ำกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยมีแรงส่งจากการเปิดประเทศ มีนักท่องเที่ยวเข้ามา ทำให้มู้ดการจับจ่ายใช้สอย การพักโรงแรมดีขึ้นตาม รวมถึงธุรกิจในเครือบุญรอดฯจะดียิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่สินค้าเท่านั้น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมก็ดีขึ้นเช่นกัน

