หนี้สาธาณะสิ้นปีงบ’65 อยู่ที่ 60.56% เผยออกพันธบัตรออมทรัพย์ ล็อตแรกปี’66 ธ.ค.นี้ พร้อมเผชิญ 2 ความท้าย ดอกเบี้ยขาขึ้น-ของบประมาณชำระหนี้เพิ่ม
นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า แผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2566 ประกอบด้วย แผนการก่อหนี้ใหม่ วงเงิน 1 ล้านล้านบาท แผนการบริหารหนี้เดิม วงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท และแผนการชำระหนี้วงเงิน 3.6 แสนล้านบาท ขณะที่แผนการออกพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาล ในปีงบประมาณ 2566 นั้น สบน.ตั้งเป้าหมายทั้งปี 1.5 แสนล้านบาท โดยจะออกพันธบัตรครั้งแรก ภายในเดือนธันวาคม 2565 ในวงเงินไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ การออกพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลจะต้องดูแนวโน้มของตลาดด้วย เพื่อไม่ไห้เป็นการแย่งแหล่งเงินจากภาคเอกชน ซึ่งช่วงนี้ภาคเอกชนเองก็ออกหุ้นกู้กันจำนวนมาก
นางแพตริเซียกล่าวว่า ส่วนคาดการณ์หนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) สิ้นปีงบประมาณ 2565 (ณ กันยายน 2565) คาดว่าจะอยู่ที่ 60.56% ต่อจีดีพี ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2565 ที่อยู่ที่ 60.72% มีมูลหนี้สาธารณะคงค้าง จำนวน 10.31 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่เกือบ 70% เป็นการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ รวมทั้งคาดการณ์ ณ สิ้นปีงบ 2566 สัดส่วนหนี้สาธารณะจะลดลงอีก อยู่ที่ 60.43% ต่อจีดีพี ปัจจัยจากเมื่อเดือนสิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา หลายหน่วยงานไม่ได้เบิกจ่ายเงินไปเต็มวงเงิน และจากการขยายตัวของจีดีพีที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
“หนี้ส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยถือว่าไม่ได้สูงมาก เนื่องจากมีการรวมหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ใช้ในการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานและอื่นๆ ด้วย หากคิดแค่หนี้ของรัฐบาลที่แท้จริงจะอยู่ 50% และอีกประมาณ 10% เป็นของรัฐวิสาหกิจที่จะเป็นผู้ชำระเอง ไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ ดังนั้น ยืนยันว่าหนี้ของรัฐไม่ได้เยอะ เมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ และการชำระหนี้ของรัฐบาลก็มีวินัย มีกฎหมายให้ชำระ จำนวนประมาณ 3% ในทุกปีงบประมาณ” นางแพตริเซียกล่าว

นางแพตริเซียกล่าวว่า สำหรับการพิจารณาลดเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ปัจจุบันอยู่ที่ 70% จากที่ก่อนหน้านี้อยู่ที่ 60% จะลดลงหรือไม่นั้น โดยปกติเรื่องนี้จะมีการทบทวนทุกๆ 3 ปี ซึ่งการพิจารณาล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา จึงต้องรอให้ครบ 3 ปี อีกครั้งจึงจะมีการทบทวน ซึ่งการทบทวนจะปรับลงเหลือ 60% เพดานเดิมหรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้ แต่ก็มีโอกาส เนื่องจากจีดีพีไทยก็มีการขยายตัวทุกปี อย่างไรก็ดี การที่คงกรอบ 70% ไว้ก็ไม่ความว่าจะกู้จำเต็มเพดาน แต่เป็นเพียงการเปิดช่องว่างทางการกู้เงินไว้ หากรัฐบาลมีความจำเป็นกู้เงินในอนาคต
นางแพตริเซียกล่าวต่อว่า ในปีงบ 2566 สบน.มีความท้าทายสำคัญ คือ 1.ภาวะดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีภาระต้นทุนการกู้เงินเพิ่มขึ้น ซึ่ง สบน.จะพยายามปรับแผนการกู้เงินให้เป็นดอกเบี้ยแบบคงที่ เพื่อควบคุมต้นทุน ปัจจุบันพอร์ตเงินกู้ของ สบน.มีเงินกู้เป็นดอกเบี้ยคงที่ 80% ขณะที่การกู้เงินเพิ่มเติมในอนาคตต้องยอมรับว่ามีต้นทุนเพิ่ม จากดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ลอยตัว สบน.จึงต้องมีการกระจายเครื่องมือหลายการกู้เงินไปทุกเครื่องมือ ที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดต้นทุน

นางแพตริเซียกล่าวว่า 2.การของบประมาณชำระหนี้รัฐบาลเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีการจ่ายทั้งดอกเบี้ย และลดเงินต้นลงได้เร็วขึ้น โดยปัจจุบันสำนักงบประมาณอนุมัติงบสำหรับการชำระเงินกู้ จำนวน 3% ต่อจีดีพีต่อปี แบ่งเป็น ชำระหนี้รัฐบาลจำนวน 2.1% เงินชำระหนี้จากรัฐวิสาหกิจอีก 0.9% ทั้งนี้ สบน.จะขอเพิ่มงบประมาณชำระนี้ในแต่ละปีเพิ่มเป็น ชำระหนี้ภาครัฐ 3% กับส่วนของรัฐวิสาหกิจอีก 0.9% เป็น 3.9% ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐที่คณะกรรมการกำหนดที่ 2.5-4.0%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะและสถานะหนี้สาธารณะ หนี้ภาครัฐและความเสี่ยงทางการคลัง ณ วันสิ้นปีงบประมาณ 2564 (ก.ย.63-ต.ค.64) ณ 30 ก.ย.64 พบว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นจริงยังคงอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐกำหนด โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 58.15% ไม่เกินกรอบที่กำหนดคือ 70%

