กรมชลประทานได้นำคณะสื่อมวลชนสัญจรในโครงการ “คลี่โครงการพระราชดำริในลุ่มน้ำแม่กลอง” ระหว่างวันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2559 บริเวณเขื่อนแม่กลองและพื้นที่การเกษตร อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี โดย นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการจัดกิจกรรมครั้งนี้ว่า เพื่อแสดงความอาลัยต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เหตุที่เลือกพาชมเขื่อนแม่กลองเพราะมีความสำคัญ เป็นเขื่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จฯพร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มาทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2510 หลังจากที่มีการเริ่มก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2507 และก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2513
ชื่อเดิมของเขื่อนแม่กลอง ใช้ชื่อว่า “เขื่อนวชิราลงกรณ” ต่อมาในปี พ.ศ.2544 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้โปรดเกล้าฯ เปลี่ยนชื่อเป็นเขื่อนแม่กลอง
“จริงๆ แล้ว ประชาชนอยากให้มีการลอยกระทง แต่ในปีนี้ต้องมีการปรับรูปแบบให้มีความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขื่อนแม่กลองจะไม่ใช่โครงการพระราชดำริ แต่ถือว่าเป็นโครงการที่พระองค์ท่านทรงสร้างขึ้น เพราะเสด็จฯมาทรงวางศิลาฤกษ์ ซึ่งระหว่างการก่อสร้างก็เสด็จฯมาหลายครั้ง”
นายเลิศวิโรจน์กล่าวอีกว่า เขื่อนแม่กลองมีบทบาทสำคัญต่อคนในพื้นที่ เนื่องจากเป็นเขื่อนทดน้ำ ที่ส่งน้ำไปยังคลองชลประทานต่างๆ รวมพื้นที่ 2.34 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 7 จังหวัดคือ กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และบางพื้นที่ของจังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบุรี และสมุทรสาคร เพื่อทำการเกษตรและหล่อเลี้ยงกิจกรรมในพื้นที่ รวมถึงการส่งน้ำไปให้กับการประปานครหลวง กรุงเทพฯ สำหรับเป็นน้ำอุปโภคบริโภค
นายประวัติวิทย์ สวัสดิ์ดวง ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 กล่าวเสริมว่า เขื่อนแม่กลองอยู่ในพื้นที่สำนักชลประทานที่ 13 โดยสำนักฯนี้มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการน้ำชลประทานให้กับพื้นที่ 7 จังหวัดข้างต้น พื้นที่รับผิดชอบประมาณ 17.8 หมื่นล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตร 5.25 ล้านไร่ พื้นที่ชลประทาน 2.34 ล้านไร่ ประกอบด้วยการปลูกข้าว 40% อ้อย 22% ผลไม้และไม้ยืนต้น 20% พืชไร่-พืชผัก 9% บ่อปลาและบ่อกุ้ง 7% และอื่นๆ 2%
นอกจากนี้ ในเขื่อนแม่กลองมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนเพื่อผลักดันน้ำเค็มแม่น้ำแม่กลอง ประมาณวันละ 6 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และส่งน้ำช่วยผลักดันน้ำเค็มแม่น้ำท่าจีนในฤดูแล้งประมาณวันละ 3 ล้านลบ.ม. การส่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และการประปา ประมาณวันละ 2 ล้าน ลบ.ม. ให้แก่พื้นที่ในเขตสำนักงานชลประทานที่ 13 จำนวน 6 อำเภอ คือ อ.ปากท่อ สองพี่น้อง อู่ทอง อำเภอเมืองนครปฐม ท่าม่วง พนมทวน และการประปานอกเขตสำนักงานชลประทานที่ 13 อีก 1 อำเภอ คือ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี รวมถึงการประปานครหลวง กรุงเทพฯ ด้วย
“ระบบชลประทานเขื่อนแม่กลองค่อนข้างจะสมบูรณ์ 100% ดังนั้น ภารกิจของสำนักชลประทานฯ นอกจากจะบริหารจัดการน้ำแล้ว ก็จะเข้าไปส่งเสริมด้านการเกษตร โดยเฉพาะพืชสมุนไพรและพันธุ์พืชท้องถิ่น โดยเฉพาะฟักข้าวที่สร้างมูลค่าให้กับข้าราชการชลประทานที่ทำงานในท้องที่รวมถึงเกษตรกรในพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากเป็นไม้เลื้อยที่มีสรรพคุณสูง สามารถแปรรูปได้หลากหลาย เช่น แคปซูลเยื่อฟักข้าว แชมพูครีมนวดผม สบู่เหลวน้ำผึ้งฟักข้าว เป็นต้น ทั้งนี้ บริเวณรอบเขื่อนแม่กลอง มีพื้นที่ปลูกฟักข้าวประมาณ 50 ไร่” ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 13 กล่าว
นายสายเมือง วิริยศิริ อดีตรองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) กล่าวว่า สำหรับโครงการพระราชดำริในเขตสำนักงานชลประทานที่ 13 จะมีโครงการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่ ต.เขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ภายในโครงการแห่งนี้จะเป็นที่ศึกษาทดลองวิธีการปรับปรุงดินเสื่อมโทรมเพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงดินให้แก่เกษตรกรในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง โครงการป้องกันน้ำเค็มโครงการแม่กลองใหญ่ ตั้งอยู่ที่พื้นที่ในเขตอิทธิพลน้ำเค็มริมทะเลของจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อให้เกษตรกรที่อยู่ในเขตคันกั้นน้ำเค็มสามารถทำการเกษตรได้โดยไม่เกิดความเสียหายเนื่องจากน้ำเค็ม รวมถึงสามารถใช้คันกั้นน้ำเค็มเป็นเส้นทางคมนาคมทางบกได้
นายสายเมืองกล่าวว่า สำหรับโครงการพระราชดำริในเขตจังหวัดกาญจนบุรีที่สำคัญ เช่น โครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ที่ ต.สมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี ในโครงการจะประกอบด้วย 1.อ่างเก็บน้ำ จำนวน 5 แห่ง พร้อมระบบส่งน้ำเข้าพื้นที่การเกษตร โดยให้มีการขุดสระน้ำในพื้นที่การเกษตรและขุดลอกลำห้วยเป็นระยะๆ 2.งานก่อสร้างถนนลูกรัง ถนนลาดยาง และถนนคอนกรีตในบริเวณแปลงที่ดินทำกิน และแปลงที่อยู่อาศัย
จัดสร้างระบบไฟฟ้า ระบบประปา โทรศัพท์ทางไกลผ่านดาวเทียม จัดสร้างโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง 1 แห่ง โรงเรียนมัธยม 1 แห่ง โรงเรียนประถมศึกษา 2 แห่ง ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน 1 แห่ง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 4 แห่ง และวัด 4 แห่ง และ 3.งานจัดแปลงที่อยู่อาศัย และแปลงที่ดินทำกินให้แก่ราษฎร โดยดำเนินการจัดแปลงที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,146 แปลง พื้นที่ 1,013-0-61 ไร่ และจัดแปลงเกษตรในพื้นที่เขตส่งน้ำอ่างเก็บน้ำทั้ง 5 แห่ง โดยจัดพื้นที่แปลงละ 8 ไร่ จำนวน 906 แปลง เนื้อที่รวมทั้งสิ้น 7,248 ไร่
“หลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงยึดการดำเนินงานในลักษณะทางสายกลางที่สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่รอบตัว และสามารถปฏิบัติได้จริง ทรงมีความละเอียดรอบคอบและทรงคิดค้นหาแนวทางพัฒนาเพื่อมุ่งสู่ประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด ไม่ว่าพระองค์ท่านจะพระราชทานโครงการใดใครงการหนึ่งท่านจะทรงศึกษาข้อมูลรายละเอียดอย่างเป็นระบบ ทั้งจากข้อมูลเบื้องต้น จากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการและราษฎรในพื้นที่ให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้อง เพื่อที่จะพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วตรงความต้องการของประชาชน” นายสายเมืองกล่าว และว่า นอกจากนี้พระองค์ท่านจะทรงใช้หลักคิดจากแนวทางต่างๆ เช่น การระเบิดจากข้างในการแก้ปัญหาที่จุดเล็ก การทำตามลำดับขั้น การปลูกป่าในใจคน เป็นต้น
ถามคนในพื้นที่เกี่ยวกับเขื่อนแม่กลอง ได้คำตอบว่าชีวิตดีขึ้น นางสังวร จันทร์โสม อายุ 44 ปี อาสาสมัครชลประทานและอาสาสมัครเกษตรกรชุมชนม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี กล่าวว่าเป็นคนม่วงชุม (ตำบลม่วงชุม) มีที่นาประมาณ 10 ไร่ แต่ละปีจะทำนาทั้งนาปรังและนาปี อย่างปีที่แล้วที่แล้งหนักมาก น้ำไม่พอใช้สำหรับทำการเกษตร ก็ทำนาปีได้อย่างเดียว เพราะสามารถรับน้ำในช่วงฤดูฝนได้ จึงเห็นความสำคัญของน้ำที่มีต่อพื้นที่โดยรอบ หากไม่มีเขื่อนแม่กลอง อาจจะลำบากกว่านี้ ส่วนที่มาทำงานด้านอาสาสมัครชลประทานและอาสาสมัครเกษตรก็เพื่อต้องการตอบแทนผืนแผ่นดิน โดยจะทำหน้าที่ประสานความร่วมมือระหว่างลูกบ้านและกำนัน
ส่วนนางสำราญ นามดิษฐ์ อายุ 51 ปี เกษตรกรชุมชนม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า มีอาชีพหลักคือทำนาที่ผ่านๆ มานาข้าวไม่ค่อยได้รับผลกระทบ เนื่องจากสามารถใช้น้ำในเขื่อนแม่กลองสำหรับทำนาปรังได้ นอกจากนี้ยังมีอาชีพเสริมคือเพาะกล้าต้นไม้ “อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องราคาข้าวให้มีราคาสูงกว่านี้” เธอกล่าวทิ้งท้ายก่อนจากกัน

