หน้าแรก เศรษฐกิจ ออมสินลุคใหม่...

ออมสินลุคใหม่ผุด บ.ลูก เปิดกู้เงินต้นทุนต่ำ

15.10.22 | 12:35 น.

ออมสินลุคใหม่ผุด บ.ลูก เปิดกู้เงินต้นทุนต่ำ

ผลพวงจากโควิด-19 ได้ส่งผลให้ภาคธุรกิจน้อยใหญ่ รวมไปถึงประชาชนต่างรายได้หดหาย ทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้สามารถประคับประคองสถานการณ์การเงินคงไม่พ้นการใช้แหล่งเงินในอนาคต อย่างสินเชื่อเงินกู้ ทั้งนี้ เงินกู้มีหลากหลายประเภท ทั้งในระบบสถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน หรือนอนแบงก์ และอีกทางเลือกคือ เงินกู้นอกระบบสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่อง อาทิ ติดสถานะค้างชำระหนี้ เป็นผู้มีหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) จึงต้องพึ่งพาเงินนอกระบบที่ต้นทุนดอกเบี้ยสูงกว่า

โดยเงินกู้นอกระบบนั้นจะคิดดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ ส่วนสถาบันการเงินจะคิดอัตราดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 15% ต่อปี แต่ส่วนใหญ่เงินกู้นอกระบบจะคิดมากกว่า 15% ต่อปี และคาดว่าจะสูงไปถึงกว่า 30% เลยทีเดียว นอกจากนี้ ผู้ให้กู้บางรายอาจจะมีระบบการคิดดอกเบี้ยทบต้นทบดอกไปเรื่อยๆ หากผู้กู้ไม่สามารถจ่ายหนี้คืนทั้งหมดได้ตามกำหนด

ขณะเดียวกัน หากแยกประเภทของหนี้สิน หากผู้กู้เลือกสินเชื่อเพื่อบริโภคดอกเบี้ยก็มักจะสูงกว่าดอกเบี้ยเพื่อการลงทุน อาทิ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ สินเชื่อบ้านที่อยู่อาศัย เป็นต้น โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ได้รายงานภาวะหนี้ครัวเรือนว่า ในไตรมาสหนึ่ง ปี 2565 หนี้สินครัวเรือนมีมูลค่า 14.65 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ 89.2%

ทั้งนี้ หนี้ครัวเรือนปัจจุบันมีสัดส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.78% เป็นผลมาจากการดำเนินมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน และการปรับโครงสร้างหนี้ที่ช่วยชะลอไม่ให้เกิดหนี้เสียเพิ่ม ส่วนคุณภาพสินเชื่อคงต้องมีการเฝ้าระวังการ
กลายเป็นเอ็นพีแอล ในกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลอื่น สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อยานยนต์ ล่าสุด สินเชื่อส่วนบุคคลอื่นและสินเชื่อบัตรเครดิต มีสัดส่วนสินเชื่อเอ็นพีแอลสูงขึ้น ขณะเดียวกัน สินเชื่อรถยนต์มีสัดส่วนค้างชำระน้อยกว่า 3 เดือนเพิ่มขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังมีความหวัง เมื่อสถาบันการเงินหลายแห่งได้ร่วมเข้ามาช่วยเหลือในมาตรการแก้ไขหนี้ครัวเรือนด้วยวิธีที่แตกต่างกันไป หนึ่งในนั้นคือ ธนาคารออมสิน เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐบาล ภายใต้การกำกับของ วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสินที่มีนโยบายการเป็นธนาคารเพื่อสังคมอย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม เป็นกำลังหลักของประเทศในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

Advertisement

ในช่วงโควิดที่ผ่านมาได้ดําเนินงานโครงการตามนโยบายรัฐในการเสริมสภาพคล่องของประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อย ผ่าน โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) สําหรับผู้ประกอบธุรกิจ โครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสําหรับได้รับผลกระทบจากโควิด ขณะที่โครงการสินเชื่อสู้ภัยโควิด-19 สามารถปล่อยได้เต็มวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ช่วยเหลือประชาชนได้ 1 ล้านคน รวมทั้งโครงการสินเชื่อสร้างงานสร้างอาชีพ ที่ปล่อยได้เต็มวงเงิน 5 พันล้านบาท ช่วยให้ผู้ที่ตกงานมีทุนทำอาชีพกว่า 1.3 แสนราย

ส่วนอีกพันธกิจที่สำคัญคือการช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ และลดการใช้เงินกู้จากนอกระบบ ธนาคารออมสินได้ร่วมทุน 49% ในกิจการกับบริษัท เงินสดทันใจ 51% ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่เปิดให้บริการเมื่อปลายมีนาคม 2564 ที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์ในการเข้าไปแทรกแซงตลาดให้ลดลงจากเดิมที่โดยเฉลี่ยสินเชื่อรับจำนำรถจักรยานยนต์จะมีดอกเบี้ยในตลาดอยู่ที่ประมาณ 24% ต่อปี โดยบริษัท เงินสดทันใจ คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำช่วงเปิดตัวเพียง 11% ต่อปี

ทั้งนี้ ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาประชาชนที่มีรายได้น้อยจำนวนมาก ร่วม 8 แสนราย ได้รับอนุมัติสินเชื่อจำนำทะเบียนรถวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ช่วยเติมสภาพคล่องในการนำเงินกู้ไปหมุนเวียนใช้จ่ายและแก้ปัญหาการเงิน ทั้งปี 2565 นี้คาดการณ์ตัวเลขอนุมัติสินเชื่อรวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท ทั้งประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ และในทางอ้อมส่งผลให้หลังจากนั้นไม่นานตลาดสินเชื่อจำนำทะเบียนรถได้ทยอยปรับลดโครงสร้างดอกเบี้ยจาก 28% ณ เวลานั้นลงเหลือ 19% ได้

รวมทั้งธนาคารออมสินได้ต่อยอดสินเชื่อมีที่มีเงิน ในการรับขายฝากที่ดินมาเป็นบริษัทมีที่มีเงิน โดยธนาคารออมสินถือหุ้น 49% กลุ่มบริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) สัดส่วน 31% และกลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) สัดส่วนการถือหุ้น 20% จะเปิดให้บริการธุรกิจสินเชื่อที่ดิน (จำนอง) และขายฝากที่ดิน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2565 โดยเริ่มจาก 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี และสมุทรสาคร

ส่วนสินเชื่อที่ดินของบริษัทมีที่มีเงินจะมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 6.99-8.99% ต่อปี ต่ำกว่าดอกเบี้ยในตลาดขายฝากที่สูงถึง 20-30% ต่อปี และในช่วงต้นปี 2566 จะขยายการปล่อยสินเชื่อไปยังหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศเพื่อช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็ม
อีและรายย่อย ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และถูกเอาเปรียบเรื่องขายฝาก คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้ปีละ 1 หมื่นล้านบาท ขณะที่สินเชื่อมีที่มีเงินนั้นปล่อยกู้บุคคลธรรมดา วงเงินกู้ 3 แสนบาท ถึง 10 ล้านบาท และนิติบุคคล 3 แสนบาท ถึง 50 ล้านบาท ปลอดชำระเงินต้น 1 ปีตลอดโครงการ ซึ่งระยะเวลาชำระคืนอยู่ที่ 5 ปี

ขณะเดียวกัน ในปี 2566 ธนาคารเตรียมวางแผนเดินหน้าประกอบธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล (พีโลน) เป็นการดำเนินธุรกิจนอนแบงก์อย่างเต็มตัวของธนาคารออมสินที่ดูแลสินเชื่อส่วนบุคคล เพราะเห็นว่าดอกเบี้ยในตลาดส่วนนี้สูงเกินไป โดยมีเป้าหมายว่าการเข้าไปดำเนินธุรกิจในครั้งนี้จะช่วยกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลงมาจากเดิมที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดอยู่ระดับ 25% ส่วนธนาคารออมสินจะคิดอัตราดอกเบี้ยที่ประมาณ 20% หรือลดลงประมาณ 5%

สำหรับการเดินหน้าประกอบธุรกิจดังกล่าวจะเป็นการจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเพิ่มอีก 1 แห่ง โดยธนาคารต้องมีการขอใบอนุญาต (ไลเซนส์) จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อประกอบธุรกิจนอนแบงก์ช่วงต้นปี 2566 และอยู่ระหว่างพิจารณาโครงสร้างการถือหุ้น สามารถทำได้หลายรูปแบบ ได้แก่ บริษัทลูกถือหุ้น 100% หรือให้บริษัทลูกและออมสินถือหุ้นสัดส่วนอย่างละ 50% ก็ได้ หรือให้ออมสินถือหุ้น 49% และระดมทุนร่วมกับพาร์ตเนอร์ใหม่อีก 50% เป็นต้น

ถือเป็นปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สถาบันการเงินของรัฐก้าวเข้ามาในตลาดการปล่อยสินเชื่อนอนแบงก์ ในรูปแบบการตั้งบริษัทลูกภายใต้ปีกธนาคารออมสิน เพื่อช่วยกดอัตราดอกเบี้ย ลดต้นทุนเงินกู้ให้ประชาชน รวมไปถึงลดความเสี่ยงไปใช้บริการกู้เงินนอกระบบอีกด้วย