นายอนุชิต อนุชิตานุกูล ประธานสายพัฒนาระบบงาน ช่องทางขายและผลิตภัณฑ์ ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวในงานสัมมนา “เมื่อเทคโนโลยีใหม่ เขย่าภาคการเงิน…” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ว่า ขณะนี้บริการการเงินของธนาคารมีหลายธุรกิจเข้ามาแข่งขัน ขอบเขตธุรกิจเปลี่ยนไปมีขนาดใหญ่มากขึ้น และต้องมองตลาดในรูปแบบที่เป็นสากล สำหรับการเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปเร็ว ถือเป็นโอกาสและความท้าทาย ซึ่งผู้บริโภคกล้าที่จะทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่มากขึ้น ทำให้ผู้เล่นใหม่กล้าเข้ามาทดลองในตลาดมากขึ้น และความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น คือ ลูกค้ามองหาของฟรี ดังนั้น บริการของธนาคารที่เดิมเน้นฟี หรือค่าธรรมเนียม แต่ตอนนี้ต้องปรับตัวเป็น ฟรี อย่างแท้จริง ซึ่งตรงนี้ก็เป็นความท้าทายของผู้เล่นหน้าใหม่ที่จะเข้ามาเช่นกันว่าจะมีทุนมาพัฒนาของฟรีได้อย่างไร
นอกจากนี้ ผู้บริโภคไม่ได้เชื่ออะไรง่ายๆ แต่เชื่อมากที่สุดคือ เชื่อเพื่อน ถ้าเพื่อนแชร์มาคือใช่ ซึ่งพลังจากความเชื่อตรงนี้จะเปลี่ยนการเลือกใช้บริการการเงิน เพราะที่ผ่านมาธนาคารอยู่ได้ด้วยความน่าเชื่อถือ แต่ถ้าผู้บริโภคเชื่อเพื่อนมากกว่าแนวโน้มที่จะไม่ได้ใช้บริการธนาคารก็มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน รวมทั้งในยุคที่มีข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก เป็นความท้าทายของธนาคารที่เดิมมีความโดดเด่นเรื่องความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่หากปัจจุบันทุกคนสามารถหยิบจับข้อมูลทุกๆ เรื่องมาวิเคราะห์ ก็ถือเป็นความท้าทายหนึ่งของธนาคารที่จะต้องปรับตัว
“ปีที่ผ่านมาสาขาธนาคารมีการปิดมากกว่าเปิด เพราะผู้บริโภคเปลี่ยนมาใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เชื่อว่าผู้บริโภคยังต้องการบริการทางการเงิน แต่ธนาคารต้องปรับตัวรับการแข่งขันจากผู้เล่นใหม่อย่างฟินเทค โดยการสร้างการแข่งขันบนสิ่งที่ธนาคารมีความถนัดอยู่แล้ว เพราะธนาคารมีข้อได้เปรียบมากกว่าฟินเทค มีเงินทุนจำนวนมาก มีความน่าเชื่อถือ มีระบบการปล่อยสินเชื่อและระบบการเก็บหนี้ที่เป็นระบบ โดยต่อไปจะเห็นการขยายออกสู่ธุรกิจอื่นเพื่อหารายได้ เช่น บัตรเครดิต ประกัน รวมทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์อื่นๆ และต่อไปจะมีการทำธุรกิจที่แปลกใหม่ของธนาคารมากขึ้น” นายอนุชิตกล่าว
นายธีรวัฒน์ ติลกสกุลชัย หัวหน้าสายงานฝ่ายกลยุทธ บริษัท แอสเซ็นต์กรุ๊ป จำกัด บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี กล่าวว่า การพัฒนาฟินเทคในไทยจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือ ข้อแรก จะทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการการเงินผ่านฟินเทคมากขึ้น และสามารถเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซที่ขณะนี้เป็นเติบโตอย่างต่อเนื่อง สอง คือ โมบายเฟิร์ส หรือทุกอย่างเริ่มต้นที่มือถือ ทุกบริษัทต้องมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นมือถือ เพราะมีการพกพาตลอด สามารถเก็บข้อมูลได้ทันทีว่าออนไลน์ตอนไหน สาม เห็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น เช่น ไลน์มีฟินเทค คือ ไลน์เพย์ เฟซบุ๊กที่จะมีการเปิดตัวเฟซบุ๊กเพย์ที่แรกในไทยที่แรก และสี่ บริการการเงินใหม่ๆ เช่น เครดิตเรทติ้ง เช่น อาลิเพย์ มีการจัดทำเครดิตจากความประพฤติกรรมของคนผู้ใช้บริการอาลิเพย์ ซึ่งต่างจากเครดิตของธนาคาร เช่น จ่ายบิลอาลิเพย์ตรงเวลาหรือไม่ จ่ายมากน้อยแค่ไหน ซื้ออะไรบ้างบนอาลีบาบา เช่น ผ้าอ้อม แสดงว่ามีลูก เติมน้ำมันบ่อย แสดงว่ามีรถ แล้วนำมาทำเป็นเครดิต 1-9 หากเครดิตมาก 7 สามารถกู้ออนไลน์ได้เลย สามารถนำเครดิตไปใช้พักเครือแมริออตโดยไม่ต้องชำระเงินก่อน และยังสามารถใช้ขอวีซ่าไปยังไอร์แลนด์ได้ด้วย
“แม้ว่าฟินเทคจะเข้ามาเป็นผู้เล่นใหม่ แต่เชื่อว่าธุรกิจธนาคารน่าจะอยู่ได้อีกนาน เพราะฟินเทคหรือสตาร์ตอัพไม่มีเงินทุนที่มากพอเหมือนธนาคาร ดังนั้นฟินเทคจึงจะไม่มุ่งไปแข่งขันปล่อยกู้เหมือนธนาคาร หากจะมีการปล่อยกู้ก็การให้เงินกู้เป็นขนาดเล็กกว่า ซึ่งแนวทางการร่วมมือกันระหว่างธนาคารและฟินเทคอาจจะเป็นแนวทางที่เกิดขึ้นได้ และต่อไปธุรกิจธนาคารจะเปลี่ยนจากที่เห็นอยู่ในปัจจุบันแน่นอนเพราะจะอยู่ในรูปแบบเดิมคงอยู่ไม่ได้” นายธีรวัฒน์กล่าว
นายเรืองโรจน์ พูนผล ผู้จัดการกองทุนร่วมทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก เปิดเผยว่า กองทุนฯ ได้เริ่มลงทุนแล้วในกว่า 30 บริษัท จำนวนนี้เป็นฟินเทคกว่า 30% ซึ่งกลุ่มฟินเทคมีผลประกอบการดีมาก สำหรับในไทย เริ่มสตาร์ตอัพเริ่มเกิดขึ้นในปี 2555 ถึงปัจจุบัน ปี 2559 มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 125 เท่า ในส่วนของฟินเทคเริ่มต้นขึ้นชัดเจนในปีนี้ แต่การระดมทุนจองฟินเทคมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะระดมทุนได้กว่า 1,000 ล้านบาท จากการระดมทุนของสตาร์ตอัพทั้งหมด 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8,750 ล้านบาท คาดว่าในอนาคตน่าจะเห็นเม็ดเงินลงทุนจากจีน อินเดีย และประเทศที่พัฒนาอย่างสหรัฐและยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนมหาศาลจะไหลเข้ามาลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัพไทยและภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมาก เพราะการเข้ามาลงทุนในภูมิภาคนี้ต้นทุนถูกกว่าภูมิภาคอื่น
“การเติบโตที่รวดเร็วของฟินเทค จะทำให้การทำธุรกรรมการเงินจะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะรูปแบบเอไอหรือการแชทโดยตรง ซึ่งเทรนด์ของโลกกำลังเปลี่ยนจากโมบายเฟิร์สเป็นเอไอเฟิร์ส อย่างที่เห็นการซื้อวอทส์แอพพ์ของกลุ่มเฟซบุ๊ก ดังนั้น การปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงอาจจะมีผลกระทบกับธนาคารได้ อย่างไรก็ตามขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มียูนิคอนหรือสตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จและมีมูลค่าธุรกิจมากกว่า 1,000 ล้านบาท แต่เชื่อว่าภายใน 5 ปี อาจจะได้เห็น” นายเรืองโรจน์กล่าว

